นางสาวพัณณิตาพร   พิมพ์จุฬา  (กุ๊ก)  อายุ  29  ปี  การศึกษา วิทยาศาสตร์บัณฑิต  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ,นิติศาสตร์บัณฑิต  มหาวิทยาลัยรามคำแหง, นิติศาสตร์มหาบัณฑิต  มหาวิทยาลัยรามคำแหง, เนติบัณฑิตไทย   อาชีพ : รับราชการ  (นิติกร 4 ศาลฎีกา)

.    คุณนับว่าเป็นคนรุ่นใหม่คือ อายุยังน้อย มีความรู้ความสามารถมีการศึกษาตลอดจนหน้าที่การงานดี...แล้วคุณคิดอย่างไร
ถึงได้มาปฏิบัติธรรมอยู่ในวัดที่อยู่ป่าอยู่ดง  โดยปราศจากเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ แม้กระทั่งไฟฟ้าอย่างนี้ ?


“...การมาปฏิบัติธรรมอยู่ในวัดที่อยู่ป่าอยู่ดงทำให้เราเข้าใจชีวิตจริง ๆ ว่าชีวิตที่ขาดการปรุงแต่งทุกสิ่งภายนอกและการได้อยู่กับธรรมชาติจริง ๆ เป็นสิ่งที่มีความสำคัญกับชีวิตอย่างไร  เป็นสิ่งที่เตือนเราว่าจริง ๆ ชีวิตไม่ได้ต้องการอะไรมากกว่า  ความสงบสุขในการดำรงชีวิตในแต่ละวัน  และชีวิตจริง ๆ ของเราไม่ได้ต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายเพียงดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างไม่ลำบาก และไม่เป็นทุกข์ก็พอ การที่เรามีเครื่องอำนวยความสะดวกมาก ๆ ก็อาจทำให้เราเกิดทุกข์มากกว่าสุข     ถ้าเราไปหลงติดกับมัน   เพราะเราต้องเหนื่อยที่จะหาสิ่งที่ เรียกว่าเครื่องอำนวยความสะดวกมาบำบัดให้ร่างกายสะดวกสบายทั้งที่จริง ๆ
ความสะดวกสบายอาจมีอยู่กับเราแล้วเพียงแต่ว่าเรารู้จัก “พอ” กับสิ่งที่มีอยู่...”

. เข้าวัดปฏิบัติธรรมอย่างนี้ไม่กลัวคนเขาว่า “ล้าหลังคร่ำครึ ตกกระแส หรือว่าเป็นคนมีปัญหา” หรือ ?


“...ไม่นะคะ...ไม่เคยคิดว่าการปฏิบัติธรรมเป็นสิ่งที่ล้าหลังคร่ำครึ ตกกระแส  แต่คิดว่าเป็นสิ่งที่ทันกับยุคสมัยปัจจุบัน  กับยุคที่เทคโนโลยีเจริญเติบโตก้าวหน้า  เนื่องจากการปฏิบัติธรรมเป็นการปฏิบัติให้เราเท่าทันกับปัจจุบันที่เกิดขึ้น  เท่าทันกับการเกิดขึ้น  ตั้งอยู่  และดับไปของสรรพสิ่ง ทำให้เราไม่หลงไปตามยุคกระแสที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา  แต่ทำให้เรามีสติที่จะกระทำการต่าง ๆ ที่ถูกต้องอย่างไม่หลงไปตามค่านิยมของคนในสังคมและคนที่ปฏิบัติธรรมแล้วส่วนมากจะเป็นคนมีปัญญา มากกว่า มีปัญหา เพราะเขาจะรู้ในสิ่งที่เหมาะสมและไม่เหมาะสมที่จะกระทำและระมัดระวัง ไม่ไปก่อปัญหาให้คนอื่น ...”

. แล้วคุณคิดว่าคุณได้อะไรบ้างกับการมาปฏิบัติธรรมอย่างนี้น่ะ?


“...สิ่งที่ได้จากการปฏิบัติธรรม ประการแรกก็คือทำให้เรากลับมาอยู่กับตัวตนของเรามากยิ่งขึ้น ได้กลับมาดูแลตัวตนและจิตใจของตัวเองที่หลาย ๆ ครั้งเราอาจเผลอหลงลืม หรือขาดสติในการดำรงอยู่และลืมดูแลหรือกระทั่งทำร้ายจิตใจของตนเอง  ประการที่สอง  เมื่อได้กลับมาอยู่กับตนเองและจิตใจของตนเองแล้ว เราจะได้มาพิจารณาข้อบกพร่องของตนเอง ว่ามีข้อบกพร่องอะไรบ้างที่ควรปรับปรุง หรือมีสิ่งที่ไม่ดีอะไรบ้างที่ควรแก้ไขเพื่อพัฒนาเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น  ประการที่สาม  ทำให้เราอยู่กับสังคมอย่างสงบสุขและไม่ละเมิดสิทธิของใคร  เนื่องจากการปฏิบัติธรรมสอนให้เคารพในการอยู่ร่วมกันกับคนในสังคม เคารพในการกระทำของตนเองที่จะไม่ไปทำร้าย  ทำลายใคร เพราะเมื่อใดที่เรามีจิตเช่นนั้นเท่ากับทำลายและลดคุณค่าของความเป็นมนุษย์ในตัวเราให้ลดลง  ทำให้เราอยู่ในสังคมได้อย่างสงบสุขโดยหวั่นไหวกับสิ่งที่มากระทบน้อยที่สุด  หรือจนกระทั่งไม่หวั่นไหวกับสิ่งกระทบเหล่านั้นไม่ว่าจะเป็น กรณีที่มีใครมาทำร้าย  ใส่ร้าย  นินทา  โดยทำให้เราเข้าใจว่ามันเป็นไปตามเหตุปัจจัยและช่วงเวลาที่มันจะต้องเกิดขึ้นเนื่องจากเราได้เคยกระทำมาแล้วในครั้งก่อน ๆ และไม่กระทำการใดที่จะเป็นการสืบต่อให้มันเกิดสิ่งเหล่านี้อีก...”