นางสาวฉันทนา    เดชคำรนรัตน (ตั้ว) อายุ 35 ปี การศึกษา : ปริญญาตรี คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีประทุม
                                                                                                               อาชีพ : กรรมการผู้จัดการ โรงสีธนารัตน์ธัญญะกิจ                                          

3 วันที่วัดป่าน้ำโจน

                
           วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ที่ 19 มกราคม 2552 ...ครอบครัวของฉันไปเที่ยวพักผ่อนกันที่กรุงเทพ ฯ พวกเขาเพิ่งกลับมาถึงบ้านกัน พ่อของฉันได้ นาฬิกาโรเร็กใหม่ ส่วนพี่สาวของฉันได้ไปดูคอนเสริต AF 4 (พวกแฟนคลับศิลปิน) แถมแหวนเพชรใหม่ ได้มากับแม่คนละหนึ่งวง ...ตัวฉันเหรอ..นอนเฝ้าบ้านกับสามีขี้เซา แต่ไม่เป็นไร ฉันจองที่พักที่เขาค้อ สำหรับครอบครัวเราไว้แล้วในวันตรุษจีน แต่แม่บอกว่า "แม่จะไม่ไปเพราะไม่มีคนดูแลยาย" เพราะยายอายุมากแล้ว และเขาค้อก็หนาวมากไม่อยากเอายายไปทรมาน ฉันผิดหวังที่แม่จะไม่ไป เพราะจริง ๆ ฉันอยากให้แม่กับพ่อไปเที่ยวพักผ่อนมากกว่า ...ฉันจึงต้องจำใจอาสาบอก "แม่ไปเหอะหนูอยู่เฝ้าบ้าน (อีกแล้ว)ให้เอง" พูดจบฉันก็เดินถือดอกไม้ 6 กำ เตรียมไปกราบพระ และเปลี่ยนแจกันใหม่...ระหว่างล้างแจกัน ..ความน้อยใจ คับข้องใจมันเริ่มพุ่งมาเรื่อย ๆ... " ดีล่ะก่อนตรุษจีนฉันต้องไปเที่ยวตัดหน้าก่อน เอาที่ไหนดีมันต้อง x 2 เมืองนอกเลยเป็นไง...ฮ่องกง, มาเก้า, ญี่ปุ่น, เกาหลี, หรือเมืองไทย ...จะเป็น เชียงใหม่, เชียงราย, ชอปปิ้งที่กรุงเทพ ฯ ดี ..จตุจักร ,ประตูน้ำ ,พาราก้อน, แพตตินั่ม ...เอามันให้หายคลั่งไปเลย " ขณะที่ความคิดของฉันกำลังโลดแล่น ฉันจัดดอกไม้ลงแจกันครบ 6 ใบ พอดี ความคิดของฉันมันยังทำงานต่อ "สรุปไปไหนดีล่ะ ? นั่งรถไกล ๆ นั่งเครื่องบินที่นั่งเล็ก ๆ เหนื่อยมันสนุกตรงไหน ? นอกจากได้ถ่ายรูปเท่ห์ ๆ ว่าฉันไปเที่ยวเมืองนอกมานะ ดีจริงเหรอ ? หรือไปช้อปปิ้งเสื้อผ้า, รองเท้า,กระเป๋า ซื้อของพวกนี้มาตั้งแต่จำความได้..พอมีเงินเก็บก้อนแรกก็หมดไปกับของพวกนี้มาตลอด ซื้อมาเรื่อย ๆ อย่างไม่มีวันเบื่อหน่าย ไม่ว่าจะมากมายเท่าไหร่มันไม่เคยพอเสมอ ฉันเริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง...เมื่อไหร่จะพอ จะต้องมีมากแค่ไหนเหรอ ฉันต้องการอะไรกันแน่ ฉันกำลังวิ่งตามหาอะไรอยู่ แจกันใบสุดท้ายถูกวางบนโต๊ะหมู่บูชาพร้อมกับคำตอบที่ดีที่สุด..."เลิกวิ่งตามเสียที..ง่ายเหลือเกินแค่ฉัน "หยุด" ...ใช่แล้วล่ะฉันเลือกที่จะหยุดที่ วัดป่าน้ำโจน ฉันก้มลงกราบพระด้วยความปลื้มปิติ ฉันไม่แน่ใจว่ามันผุดขึ้นมาในหัวฉันได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่ 10 นาทีก่อนฉันกำลังคุ้มคลั่งแท้ ๆ ไวเท่าความคิด ฉันเก็บของใช้เท่าที่จำเป็นลงกระเป๋า เทียน ไฟฉาย ชุดขาว อะไรก็แล้วแต่ตอนนี้ดวงใจของฉันโลดเล่นเป็นยิ่งนัก...เก็บของเสร็จ ลากกระเป๋าลงมาบอกสามี "ป๊า"จะไปถือศีลที่วัด 3 วัน ป๊าอนุโมทนาบุญด้วยนะ"...แทบไม่ต้องรอคำตอบเพราะสามีฉันสนับสนุนการปฏิบัติธรรมเสมอ เขาช่วยฉันขนของขึ้นรถ นั่นแค่ด่านแรก...ด่านต่อมาฉันต้องขออนุญาติพ่อ - แม่ ฉันด้วย (ฉันยังอยู่ในบริเวณเดียวกับ พ่อ - แม่ แต่บ้านคนละหลัง) สำหรับแม่สบาย ๆ แต่สำหรับพ่อไม่ง่ายเลย พ่อฉันรักและหวงและห่วงลูกมาก แม้จะแต่งงานไปแล้วก็ตาม การไปไหนมาไหนคนเดียว เป็นสิ่งที่พ่อฉันยอมรับได้ยาก ฉันต้องอ้อนวอนและยืนยันความปลอดภัยกับพ่อ และในที่สุดพ่อฉันก็ยอมแพ้....ไชโย!!!
            และในเวลาเที่ยงวันฉันก็พาตัวเองมาถึงที่นี่แล้ววัดของฉัน ความสุขของฉัน "วัดป่าน้ำโจน" เมื่อเปิดประตูรถออก...มีเสียงร้องทักฉันอย่างดีใจ พระอาจารย์ยิ้มต้อนรับฉันอย่างเมตตาโดยมีท่านครูบาซิ่ว ยืนยิ้มอยู่ข้าง ๆ "มายังไงล่ะโยมตั้ว มาค้าง มาบวช หรือเปล่า ? " มาบวชเจ้าค่ะ" ฉันก้มกราบพระอาจารย์ที่นั่น...ครูบาซิ่วบอกว่าเพิ่งจะบ่นถึงฉันเมื่อวานนี้ ว่าหายไปนานสงสัยฉันจะอายุยืน... คุณยาย พี่ใจ คุณจุ๋ม น้องม้ง ยิ้มทักทายอย่างอบอุ่น ฉันรู้สึกเสมอว่าฉันเหมือนลูกหลานของที่นี่...ป่าลึกไม่เคยน่ากลัวเลย..มีแต่ความอบอุ่นใจอยู่ตลอดเวลา หลังจากทักทายกันเสร็จ...พระอาจารย์เรียกฉันมาดูห้องน้ำที่กำลังสร้างใหม่ โอ! ฉันควรจะอุทานว่าอะไรดีล่ะ ห้องน้ำอย่างนี้มันมีอยู่ที่โรงแรมหรู ๆ ต้อง 5 ดาวด้วยนะ แล้วหาดูได้อีกที่ คือ สปาหรู ๆ 5 ดาว เช่นกัน "แน่ใจหรือเจ้าคะว่านี่คือห้องน้ำ ?" พระอาจารย์ยิ้มแทนคำตอบ...ห้องน้ำหรูอยู่ในวัดป่า ! ควบคุมการปูกระเบื้องทุกแผ่นด้วยระยะเท่าแนว 1 ไม้ขีดไฟโดย "ครูบาซิ่ว" ต้องได้รับการอนุมัติว่าดีที่สุดเท่านั้นถึงจะติดกระเบื้องลงไปได้ !! ได้รับการออกแบบจากพระอาจารย์ ..ซึ่งกระเบื้องทุกแผ่นนำเข้าจากต่างประเทศ !!! อลังการ พิถีพิถัน ฉันไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน ฉันสงสัยว่าทำไม ท่านทั้ง 2 ตั้งใจกับห้องน้ำ ทั้ง 10 ห้องหนักหนาประหนึ่งว่ามันคืองานศิลปะชิ้นเยี่ยมเสียขนาดนั้น..ฉันเก็บความสงสัยไว้ในใจเงียบ ๆ
               
ครั้งแรกในชีวิตกับการเป็นแม่ขาว

          แสงไฟ และแสงเทียนยามค่ำจับอยู่ที่องค์พระประธานบนศาลา ฉันรู้สึกสงบเหลือเกินและถ้าฉันไม่ได้คิดไปเอง ..พระประธานท่านกำลังมองดูฉันและเหมือนจะยิ้มให้ฉันอย่างเมตตา จิตใจของฉันอิ่มเอิบเป็นยิ่งนัก วันนี้ฉันจะได้เริ่ม..วิถีแห่งพุทธอย่างเต็มตัวเสียที และแล้วการกล่าวคำขอบวชของฉันก็เป็นที่เรียบร้อย ด้วยความเมตตาของพระอาจารย์ นับจากนี้ฉันจะต้องสำรวม กาย วาจา ใจ อย่างดีที่สุด ฉันเกิดความปิติเหลือเกิน ชุดขาวของฉันเปรียบเหมือนชุดเกราะของนักรบ และตอนนี้พระอาจารย์ท่านได้มอบอาวุธ คือ ศีล 8 ให้ฉันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นี่แหละนักรบกิเลส...สำหรับฉันขนาดนั้นเชียวแหละ ...หลังจากสวดมนต์ทำวัตรเย็น เราต้องนั่งภาวนต่อ 1 ชั่วโมง โดยครูบากุ้งเป็นผู้ควบคุมเวลา สำหรับผู้ที่เคยภาวนามาก่อน 1 ชั่วโมง คือการเริ่มต้น แต่สำหรับผู้มาใหม่ การนั่งโดยไม่ขยับเลย เป็นเวลา 1 ชั่วโมง มีผลเท่ากับการวิ่งมาราธอน 20 กิโลเมตรทีเดียว สำหรับฉันพอเอาตัวรอดได้ เพราะเคยภาวนามาก่อน... หลังจากภาวนา พระอาจารย์ท่านก็สอนธรรรมะอย่างสนุกสนาน ท่านเป็นกันเองกับศิษย์เสมอ แต่ถ้าทำผิดที่ผิดทาง ท่านก็จะตำหนิอย่างไม่ต้องกลัวช้ำเอาทีเดียว (โชคดีฉันยังไม่เคย) ได้เวลาพอสมควรก็แยกย้ายกลับที่พัก...เอาละสิ ..ป่ามืด ๆ ไฟฉายกระบอกเดียว และพระรัตนตรัยเท่านั้นเป็นที่พึ่งของเรา...ฉันให้กำลังใจตัวเองว่า "ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม"...ผีหรือ ? มันก็กลัวนะ...แต่ผีจะกล้ามาลองดีกลับแม่ขาวเหรอ...ไฟฉายกระบอกนี้ถ่านก็อ่อนเหลือเกิน ตรงนั้น!!! ...อะไรขาว ๆ ไหว ๆ (ใจวูบ...วูบมาก) อ้อตากผ้าเช็ดตัวไว้ ...
พุทโธ
ธัมโม สังโฆ ..กลับถึงที่พักแล้ว จะเดินจงกรมดีไหมเนี่ย ?.. ไว้พรุ่งนี้ดีกว่ามั้ง ..อากาศหนาวเหลือเกิน ไปนั่งภาวนาในกุฏิต่อดีกว่า... ฉันพยายามนั่งภาวนาต่อไปได้สักครึ่งชั่วโมง ไม่ไหวแล้วหนาวเข้ากระดูกแล้ว ถุงเท้าก็ไม่ได้เอามา ขอนอนเอาแรงก่อนดีกว่า ยิ่งดึก ยิ่งหนาว...หนาวเหลือเกินแต่อุ่นที่ใจ ฉันได้ทำในสิ่งที่ชาวพุทธคนหนึ่งควรจะทำแล้ว มีความสุข ภูมิใจ อุ่นใจจังเลย...

            เสียงไก่ป่าขันปลุกฉัน พร้อมกับความหนาวเย็น ฉันคว้านาฬิกามาดู เป็นเวลา 04. 30 น. และตอนนี้ฉันต้องการเข้าห้องน้ำ แต่มันยังไม่แจ้งเลย ฉันนึกถึงคำพูดหนึ่ง "พึงเอาชนะความกลัวด้วยการลงมือปฏิบัต" มือหนึ่งหยิบไฟฉายขึ้นมา ...เป็นไงเป็นกัน ฉันเปิดผ้าม่านกุฏิออกแล้วเดินไปที่ห้องน้ำ ..นี่ไงมันหายไปแล้วไอ้เจ้าความกลัวฉันทำได้แล้ว...ไม่เลวเลยนะตัวเรา ฉันยิ้มให้กำลังใจตัวเอง ไหน ๆ ตื่นแล้ว เดินจงกรมต่อดีกว่า ฉันรู้สึกถึงสัมผัสของเท้าที่ก้าวแต่ละก้าวอย่างมีสติ บางทีก็ฟุ้งไปบ้าง...อินทรีย์ฉันยังอ่อน ไม่พอจะให้จิตรวมลงได้ แต่ทุกก้าวของฉันก็เต็มไปด้วยความอิ่มเอิบ นึกขอบพระคุณท่านพระอาจารย์ ครูบาซิ่ว คุณยาย คุณจุ๋ม พี่ใจ คุณต้น และทุก ๆ ท่านที่ได้ช่วยกันสร้างสถานที่แห่งนี้ให้ฉันได้มีโอกาสได้มาปฏิบัติธรรม ได้มาอยู่กับตัวเอง ได้เห็นความคิดของตัวเอง และที่สำคัญทำให้ฉันได้มีโอกาสมาสร้างบุญบารมีเพื่อเป็นหลักประกันว่าฉันจะไม่โดนโลกเหวี่ยงกระเด็นกระดอน เวลาผ่านไป 1 ชั่วโมง จนฉันรู้สึกเมื่อย ฉันจึงเข้าไปนั่งภาวนาต่ออีกครึ่งชั่วโมง แต่นึกขึ้นได้ว่าฉันควรต้องออกไปดูว่าจะต้องช่วยทำอะไรบ้าง 6. 30 น. ฟ้าเริ่มแจ้งแล้ว(เพราะฤดูหนาวจะแจ้งกว่าปกติ) และดูว่าจะสายเกินไปสำหรับผู้ที่อยู่วัด ท่านครูบาซิ่วถูศาลาเรียบร้อย ครูบากุ้งกวาดใบไม้เสร็จแล้ว ฉันรู้สึกละอายใจที่ยังไม่ได้ทำอะไร ถามคุณจุ๋ม...ต้องทำอะไรบ้าง ? คุณจุ๋ม บอกให้ไปเตรียมของใช้สำหรับตัวเองในการกินอาหาร ... เสร็จแล้วฉันจึงกลับไปเป็นลูกมือคุณจุ๋มเพื่อเตรียมอาหารถวายพระ ..ฉันยืนรับคำสั่งจากคุณจุ๋มอย่างว่าง่าย ล้างผัก ปลอกผลไม้ สับหมู ...เสียงบอกว่า "พี่ตั้วคะ" น้ำนั่นอย่าเททิ้งนะคะเอาไว้ล้างมือ เสร็จแล้วจะได้เอาไปรดน้ำต้นไม้ต่อ...เสียงคุณจุ๋มร้องห้ามเมื่อเห็นฉันทำท่าจะเทน้ำที่ใช้แล้วในกาละมังทิ้ง ดูเอาเถิดว่า...ของทุกอย่างที่อยู่ในวัดนี้จะถูกใช้อย่างระมัดระวังและคุ้มค่าอย่างที่สุดเสมอ

              และแน่นอนทุกครั้งที่ฉันทำบุญไปนั้นย่อมหมายถึงประโยชน์ที่จะได้ย่อมสูงสุดเช่นเดียวกัน ในวัดป่าแห่งนี้ฉันเหมือนเด็กหญิงตัวน้อยที่มีคุณยาย และคุณจุ๋ม คอยแนะนำบอกสอนตลอดเวลา "พี่ตั้วอย่ายืนดื่มน้ำนะคะ เวลาดื่มน้ำต้องนั่งดื่ม"คุณจุ๋มร้องบอก เมื่อเห็นฉันรินน้ำดื่ม ..."ตั้ว" เวลากินข้าวอย่านั่งท้าวแขน ต้องเอาแขนวางบนตัก" คุณยายบอกเวลานั่งทานข้าว แต่ทุกครั้งที่มีเสียงเตือนของคนทั้งสอง ฉันมักนึกขอบคุณเสมอ วัดแห่งนี้เหมาะจะบ่มเพาะระเบียบวินัยให้กับทุกคน ฉันสนุกและพร้อมที่จะเรียนรู้โดยมีคุณยายและคุณจุ๋มเป็นพี่เลี้ยง ...อาหารมื้อเดียว สำหรับ ศีล 8 ของฉันคือเอาอาหารทุกอย่างที่มีตักรวมลงในกะละมัง เพียงวันละ 1 มื้อเท่านั้น ไม่มีตัวช่วยอะไรอีกแล้ว..มื้อแรกเลยดูเป็นปัญหา เพราะนั่นหมายถึง อีก 24 ชั่วโมง นับจากนี้ ฉันจะกินได้เพียงน้ำปานะเท่านั้น (ไม่ใช่นม, ไวตามิลล์, น้ำลูกเดือย, หรืออะไรที่มันอยู่ท้องอย่างที่เราเห็นพระตามบ้าน...ฉันกันหลอกนะ) มีอีกอย่างที่อยากจะบอก การกินข้าวในกะละมังนี้ต้องสำรวมมาก ๆ แล้วก็ยากมาก ๆ ด้วย เพราะเราต้องก้มหลังลงต่ำ ๆ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องยกช้อนขึ้นมาสูงมากจนทำให้ข้าวหก ดูไม่สำรวม แถมมืออีกข้างจะใช้ท้าวพื้นช่วยทำให้การทรงตัวดีขึ้นก็มิอาจทำได้ (มันยากจริง ๆ นะไม่เชื่อคุณลองทำดู) และแล้ววันที่สองของฉันก็ผ่านไปด้วยดี ฉันสอบผ่านกับการกินอาหารมื้อเดียว คืนนี้ท่านพระอาจารย์ไม่อยู่ ...มีกิจนิมนต์ เราเลยสวดมนต์ทำวัตรเย็นกันโดยมี "ครูบาซิ่ว" และ "ครูบากุ้ง" เป็นผู้นำ และตามด้วยการนั่งสมาธิต่อ อีก 1 ชั่วโมง ...อ้อ เกือบลืมวันนี้ มี "พี่โก้" มาบวชพราหมณ์ ศีล 8 อีกหนึ่งคน โดยท่าน"ครูบาซิ่ว" จัดการบวชให้ แล้วก็มีคุณป้ามาอยู่ใหม่ด้วย ...คุณป้ามาใหม่ด้วยเรื่องไม่สบายใจบางอย่าง และแน่นอนคุณป้าได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น...ฉันให้กำลังใจคุณป้า ว่าอยู่ให้ได้นะ...ที่แห่งนี้แหละเป็นหลุมหลบภัยที่ดีที่สุดแล้ว คุณป้าจะได้พบความสุขในที่สุด "ครูบาซิ่ว" และคุณยาย แนะนำเชิงขู่ว่า "ท่านพระอาจารย์ด่าเก่งนะ ดูท่าทางไม่ค่อยจะคล่องแคล่วเลย ถ้าโดนดุต้องอดทนนะ"... แล้วคืนที่ 2 เราก็นั่งสนทนากันอย่างเพลิดเพลินจนเกือบ 5 ทุ่ม จึงแยกย้าย และแน่นอนเดินจงกรมและนั่งภาวนาต่ออีกนิดในที่พักของตนเอง...

               วันที่ 3... ที่จริงแล้วตามกำหนดฉันควรจะต้องสึกในวันนี้ แต่ฉันยังสนุกอยู่เลย ไม่อยากสึกเลยโทรศัพท์ไปขออนุญาติที่บ้านอยู่ต่ออีก 1 วัน และก็สำเร็จ...ท่านพระอาจารย์กลับมาประมาณ 5 โมงเย็น บรรยากาศในวัดกระตือรือร้นขึ้นทันที ทุกคนในวัดดีใจอย่างเห็นได้ชัดเมื่อท่านอยู่ที่วัด โดยเฉพาะ "พี่ใจ" ดูจะดีใจจนออกนอกหน้า...สิ่งแรกที่พระอาจารย์เริ่มทำ คือ เดินไปสำรวจดูกระเบื้องในห้องน้ำ แล้วท่านเดินออกมาบ่นว่า เรื่องที่ปล่อยให้รถขนหินมาเทหินขวางทางเข้า - ออก และแล้วในคืนสุดท้าย ความสงสัยในเรื่องความพิถีพิถันในการปูกระเบื้องของห้องน้ำก็หมดไป ก่อนสวดมนต์ทำวัตรเย็นในคืนนั้น ท่านพระอาจารย์ ถามไถ่ความเป็นมาความเป็นไป ของคุณป้าผู้ที่มาใหม่... ฉันรู้สึกแปลกใจปนคาดผิดเพราะคิดว่าท่านคงหงุดหงิดต่อจากเมื่อเย็น ...แต่เปล่าเลย ท่านพระอาจารย์ถามพูดคุยกับคุณป้าอย่างเมตตา ฉันเห็นแต่ท่านยิ้มแล้วก็ปลอบโยน ท่านพูดว่า"คนทุกคนก็ทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น ไอ้เราก็ทุกข์ไม่ใช่ว่าไม่ทุกข์ ทุกข์ว่าไอ้...เอ้ย มันจะยาแนวให้เราดีหรือเปล่าวะ...ทุกข์เราก็แค่นั้น เราทำอะไรเราต้องทำให้ดีที่สุด ให้สุดความสามารถ ญาติโยมเขาไว้ใจบริจาคเงินทองมาให้เราทำ ...เราจะถือว่าไม่ใช่เงินพ่อเงินแม่เรา ...เราจะทำอย่างไรก็ได้..มันไม่ใช่เรา อย่างน้อยเราตายไปสิ่งนี้ก็ยังอยู่ ทุกคนยังได้ใช้..."ศิษย์เข้าใจแจ่มแจ้งแล้วเจ้าค่ะ" ฉันคิดคนเดียวเงียบ ๆ ถ้าในศาลาแสงเทียนสว่างพอ หลายคนคงเห็นรอยยิ้มพร้อมน้ำตาแห่งความปิติของฉันเป็นแน่ ซาบซึ้งเหลือเกิน คำสอนของท่านเกินความคาดหมายที่ฉันคิดว่าจะได้รับ...แล้วกลายเป็นว่าคืนนั้นคุณป้าได้รับกำลังใจจากพระอาจารย์...แทนคำดุว่าที่คาดว่าจะได้ยิน นี่แหละหนอเมตตาธรรม ผู้หนีร้อนที่หวังว่าจะมาพึ่งเย็น คืนนี้เช่นเคย สนทนา ร่าเริง สวดมนต์ทำวัตรเย็น และนั่งภาวนาโดยพระอาจารย์ ....ซึ่ง "ครูบากุ้ง" ไม่ต้องตั้งเวลา หลายคนในห้องสะดุ้ง ปรากฏว่าคืนนี้เรานั่งภาวนากันอากาศยิ่งดึกยิ่งหนาว...จนหนาวที่สุด แต่มีใครบางคนนั่งจนเหงื่อตก

             3 วันของฉันหมอเวลาลงแล้ว ...  เช้านี้ฉันต้องสึก...ฉันยังรู้สึกที่อยากจะอยู่ต่อ...อาลัยอาวรณ์กับชุดแม่ขาวเหลือเกิน ถามว่าอิ่มไหม ? พอไหม ? ยังหรอกค่ะ..ยังหิว ยังอยาก แต่ต้องขอฝากไว้ก่อน สิ่งที่บอกเล่ามันเป็นแค่เพียงใบไม้กำมือเดียวที่มีอยู่ในวัดป่าน้ำโจนแห่งนี้ ฉันสัญญากับตัวเองว่า..."เมื่อมีโอกาสบวชอีกแน่" ลองมาบวชดูนะคะ บางทีถ้าเราเหนื่อยกับการตามหาความสุข...แค่คุณลองหยุดความสุขอาจอยู่เพียงแค่ลมหายใจเข้า - ออก ของเรานี่เอง!!!...นี่แหละค่ะ วัดป่าน้ำโจนของฉันและนี่แหละค่ะครูบาอาจารย์ของฉัน

                                                                                                                

 ขอความเจริญในธรรมจงมีแด่ทุกท่าน

   ฉันทนา       เดชคำรนรัตน์