...ไตรสรณคมน์...
           "..."พระพุทธเจ้า"   นั้นท่านทรงเป็นเพียงผู้บอกผู้สอน..."พระธรรม" ก็คือสภาพความเป็นจริงที่แปรปรวนเปลี่ยนแปลงไม่จีรังยั่งยืนหาสาระแก่นสารอันใดไม่ได้ของสรรพสิ่งทั้งปวงที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบแล้วนำมาบอกมาสอน เพื่อชี้ให้เห็นถึงโทษของความหลงที่เข้าไปยึดมั่นถือมั่นกับสิ่งที่ไม่จีรังยั่งยืนทั้งหลายเหล่านั้น กับประโยชน์ของการปล่อยการวาง..."พระอริยสงฆ์" ก็คือผู้ที่ลงมือปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าจนเห็นจริงตามเป็นจริงแล้วจึงนำเสนอสิ่งที่รู้ตาม ตื่นตาม แล้วก็เบิกบานตาม พระบรมศาสดา...มาสู่อนุชนรุ่นหลัง ๆ สืบต่อมา...สรุปแล้ว พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็เป็นเพียงแค่ผู้บอกผู้สอน...ส่วนการกระทำนั้นเรา ๆ ท่าน ๆ ทั้งหลายที่อยากจะพ้นทุกข์พ้นยากนี่แหละ จะต้องลงมือศึกษาแล้วก็กระทำเอาเอง...ตั้งแต่เรื่องของหลักการ (ปริยัติหรือทฤษฎี) จนกระทั่งก้าวไปสู่สภาวะ หรือสภาพตามเป็นจริงในความสงบตั้งมั่นของจิต ...แล้วถ้าสามารถพิจารณาทางด้านปัญญาจนก้าวไปสู่การเห็นจริงตามเป็นจริงในสภาวะของความไม่สวยไม่งาม ไม่จีรังยั่งยืนหาสาระแก่นสารอันใดไม่ได้ของธาตุของขันธ์...ตลอดจนถึงสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวง...ถึงตอนนั้นความลังเลสงสัย...ในพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ ย่อมจะไม่มี...ความยึดมั่นถือมั่นในความคิดความเห็นเดิม ๆ ของตัวเองก็จะหดหายไป...จะมีก็แต่ สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) ...สัมมาสังกัปโป (ความคิดชอบ) ฯลฯ ต่อไป...ขนาดนี้แล้ว...ไม่มีหรอก...มงคลตื่นข่าวน่ะ...มันก้าวเข้าไปสู่..."กรรมนิยม"แล้ว!!! คือ...เรามีกรรมเป็นของ ๆ ตน มีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นผู้ติดตาม  มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย  เราจะทำกรรมอันใดไว้  เป็นบุญหรือเป็นบาป   เราจะเป็นทายาทคือว่าจะต้องได้รับผลของกรรมนั้น ๆ สืบต่อไป...นี่แหละ "จิตถึง ไตรสรณคมณ์" ล่ะ!!!..."
                                                                                                                                                  (บางตอนในการบรรยายธรรม โดย ท่านพระอาจารย์อังคาร   อัคคธัมโม
                                                                                                                                                ณ "ธัมมทานัง"...คลินิกแพทย์วีระพันธ์ ตลาดทรัพย์อนันต์ เมืองพิษณุโลก     
                                                                                                                                                                                เมื่อ วันอาทิตย์ ที่ 11 กันยายน 2554
)

                                                                                                                  ...Tisaranagamama...
                                                                                                          (Taking the Threefold Refuge)
            "The Buddha is the Enlightened One who only tells and teaches us the Noble Truths. Dhamma is the state of reality which is changeable, impermanent and no matter of all state being which the Buddha discovered it and took it to tell and teach us in order to point at the risk of misunderstanding of grasping impermanent things including the advantage of releasing it.
              The Noble Monks are the ones who do follow the Buddha's teaching by practising until they knows the Noble Truths and then they present the knowledge, awakening and joy as the Buddha know it to the younger generation until right now.
              In summary, the Buddha, Dhamma and the Noble Monks are just the tellers and the teachers, Neverless practising belongs to all of us who wish to escape from suffering and hard life, so we have to study and practise by ourselves.
              We do not doubt anything about the Buddha, Dhamma and the Noble Monks, if we start studying from the "Principle" (the theory of Dhamma) until you advance towards a better state of reality in calm mind strongly and then develop towards a better state of reality in an ugly, impermanent and no matter of the Five Groups of Existence including all the state being. At last the old grasping of our false view and false thought will disappear. There will be only Sammadithi (the Right View) and Sammāsakappo (the Kight Thought) remaining.
            If we have the Right View and the Right Thought, there is not "Mongal Teun Khaw" (the belief in anything without wisdom). Because we advance towards "Karmaism"(the result of action) which we understand correctly that we have our own Karma which we must get the result of Karma that we do. Our Karma will follow us everywhere, every existence and every birth and Karma is our refuge. Any karma we do, even it is merit or evil, we must be the ownership (we certainly get its result later) . If we understand it clearaly like this, it means that your mind access to "Tisaranagamama".

                                                                                                                                                                                                                     Translated by : Russamee   Prompichai