ร.อ. ดร. สุเชษฐ์   สุนทรเวช (แอ้) อายุ 43 ปี การศึกษา : ปริญญาตรี COMPUTER  SCIENCE,NORTH  EASTERN  ILLINOIS  UNIVERSITY.
                                                                                         ปริญญาโท COMPUTER  ENGINEERING,NORTH  EASTERN  ILLINOIS  UNIVERSITY.
                                                                                         ปริญญาโท EXECUTIVE MBA มหาวิทยาลัยรังสิต
                                                                                         ปริญญาเอก DOCTOR  IN  PUBLIC  ADMINISTRATION, ATENEO  DE  DAVAO  UNIVERSITY.
                                                                        อาชีพ : MANAGING DIRECTOR,EICS CO.LTD ;MANAGING DIRECTOR, สมุทรสาคร คอมเพล็กซ
  
  . ท่านคิดเช่นใดที่มาบวชในพื้นที่ห่างไกลเช่นนี้ ทั้งๆ ที่วัดก็ไม่ได้มีชื่อเสียง แถมปราศจากสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งปวงแม้
กระทั่งไฟฟ้าก็ไม่มีใช้ ?

    "... การที่ผู้ชายเรามีความคิดในการที่จะบวชเรียนซักครั้งหนึ่งในชีวิตนั้นนับว่าเป็นเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งที่เดียว ในการที่จะต้องหาข้อมูลเพื่อใช้ใน
การตัดสินใจอย่างรอบคอบ แต่สำหรับผู้ที่ต้องการจะบวชเพียงให้ได้ชื่อว่าได้ผ่านการบวชเรียนมาแล้ว หรือเป็นการบวชตามประเพณีนั้น การเลือก
วัดสำหรับบวชเรียนก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่จะต้องให้ความใส่ใจมากนัก แต่สำหรับผมแล้ว การบวชเรียนซักครั้งนั้นเปรียบเสมือนการก้าวเข้าสู่โลกใหม่
เลยทีเดียว ดังนั้นผมจึงให้ความใส่ใจในทุก ๆ รายละเอียดไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสถานที่ เจ้าอาวาส พระที่อยู่ในวัด รวมถึงผู้คนที่อาศัยอยู่ในวัดนั้น ๆ
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผมนั้นคือ วัดที่ผมจะเข้าไปรับการอบรมสั่งสอนนั้นสามารถที่จะตอบโจทย์ในการบวชเรียนของผมได้หรือไม่ ผมสามารถ
ที่จะกราบพระในวัดได้อย่างสนิทใจหรือไม่ ? วัดได้เจริญรอยตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอย่างไม่มีเงื่อนไขหรือไม่ ? ผมจะได้ปฏิบัติธรรม ถือศีล
ภาวนา ได้อย่างเต็มที่หรือไม่ ?

           วัดป่าน้ำโจน สามารถตอบโจทย์ที่ผมมีอยู่ได้อย่างครบถ้วน ผมสามารถก้มกราบพระอาจารย์อังคาร และครูบาซิ่ว ได้อย่างสนิทใจโดยไม่มี
คำถามใด ๆ ในใจผมถึงความเป็นพระ...ตามรอยพระพุทธบาทของพระตถาคต สถานที่ตั้งของวัดอยู่ห่างไกลจากความเจริญทั้งปวง ในบริเวณป่าลึก
ซึ่งความศิวิไล ไม่สามารถก่อความรำคาญหรือรบกวนแก่ผู้ที่มาปฏิบัติธรรมภายในวัด การที่ไม่มีไฟฟ้าใช้นั้น มิได้เป็นข้อด้อยของวัดเลย แต่กลับ
ที่จะเป็นตัวคัดกรองบุคคลที่มีความต้องการเข้ามาปฏิบัตธรรมจริง ๆ เท่านั้น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ผู้ที่เข้ามาอยู่ในวัดป่าน้ำโจนนั้นคือ
"
ตัวจริงเสียงจริงของผู้ปฏิบัติธรรม" ไม่ใช่พวกเฮโลพุทธที่จะเข้าหาวัดดัง ๆ ที่มีชื่อเสียง แต่ไม่เคยมีความเข้าใจถึง "แก่น" ของพุทธศาสนาใด ๆ

           เมื่อก้าวเข้าสู่บริเวณวัดแล้ว ผมสามารถบอกได้ถึงความขลังและศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่ ถึงแม้ว่าสิ่ง
ปลูกสร้างเดียวที่ดูจะมีราคาคือตัวศาลาที่ประดิษฐานพระประธาน ซึ่งเป็นผลงานการก่อสร้างของพระอาจารย์อังคารร่วมกับพระลูกวัดและบรรดา
"เด็กวัด" ที่อาศัยอยู่ภายในวัด ถึงแม้นว่าจะเป็นการสร้างกันเอง แต่ก็มีความปราณีตและได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด เป็นการสร้างศาลากันตาม
สภาวะปัจจัยที่มีอยู่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงินที่ญาติโยมพากันบริจาคมาให้ สร้างได้เท่าใดเมื่อเงินหมดก็หยุด รอจนกว่าจะมีผู้ใจบุญมาสนับสนุนเพิ่มเติม
เราจะสามารถสังเกตุเห็นได้จากวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างนั้นจะแตกต่างกันไปเรื่อย ๆ เนื่องจากเมื่อมีเงินที่จะสั่งวัสดุเพิ่ม วัสดุชุดเก่าก็หมดสต๊อก
ไปแล้ว จำเป็นต้องใช้วัสดุอื่นทดแทน ซึ่งก็ดูเหมือนว่าจะเป็นผลงานทางศิลปะได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นนับตั้งแต่สร้างศาลาวันแรกจนถึงวันที่เสร็จสิ้น
พระอาจารย์ใช้เวลาในการก่อสร้างไปทั้งสิ้นถึง 6 ปี

        

ส่วนกุฏิที่พระใช้อาศัยนอนและปฏิบัติธรรมนั้น สร้างโดยใช้ปูนเทเป็นเสา 4 ต้นขนาดไม่น่าจะเกิน 5 นิ้ว หลังคาใช้มุงหญ้าแฝก ส่วนฝาทั้งสี่ด้านนั้นใช้จีวรพระเก่าที่ใช้แล้วมาขึงตึงทั้งสี่ด้าน พร้อมทั้งนำตาข่ายมาติดเพื่อป้องกันสัตว์ทั้งหลายเข้าไปภายในกุฏิ เครื่องเฟอร์นิเจอร์ที่อยู่ในกุฏินั้นได้แก่เครื่องอัฐบริขารที่พระป่าพึงจะมีเท่านั้น
ห้องน้ำถูกสร้างขึ้นมาอย่างสมถะ ไม่มีน้ำประปาให้ใช้ แต่ต้องอาศัยน้ำที่กักเก็บไว้ในสระขุด ซึ่งจะพอใช้ไปจนถึงเดือนมีนาคมของปีเท่านั้น ส่วนระยะเวลาที่เหลือของปี จำเป็นที่จะต้องอาศัยน้ำบาดาลที่มีความกร่อยและหินปูนมากมายในการประทังชีวิตเพื่อให้อยู่รอดไปได้จนถึงฝนหน้า
       และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมผมจึงได้ตัดสินใจมาบวชยังที่ห่างไกลและปราศจากชื่อเสียงอย่างเช่นวัดป่าน้ำโจนนี้ ...ผมได้ปฏิบัติธรรม
อย่างเต็มที่ ผมได้ใช้ชีวิตอย่างพระแท้ ๆ พึงจะกระทำ และข้อสำคัญเหนืออื่นใด เมื่อชาวบ้านเขาใส่บาตรเรา เขาเหล่านั้นสามารถที่จะลงนั่งและ
กราบเราได้อย่างสนิทใจเช่นเดียวกับที่ผมกราบพระอาจารย์และครูบาซิ่วได้อย่างสนิทใจนั่นเอง..."
   .  รู้สึกลำบากมากหรือไม่กับวิถีชีวิตที่ต่างจากชีวิตจริงในทางโลกของท่านอย่างสุดขั้วเช่นนี้ ?

   "...ผมต้องยอมรับว่าการดำเนินชีวิตของผมก่อนที่จะเข้ามาบวชที่วัดป่าน้ำโจนนั้นค่อนข้างจะสุขสบายตามสถานภาพของผม ตอนเช้าตื่นนอน
ประมาณเก้าโมงเช้า ลงมาทานอาหารเช้า นั่งเช็คข่าวของบ้านเมือง จนถึงบ่ายก็ไปออกกำลังกายในฟิตเนสของโรงแรม ถ้ามีนัดใด ๆ ทางธุรกิจ ผมก็
จะนัดคุยบริเวณโรงแรมที่ผมไปเล่นกีฬาเลยเพราะผมไม่ชอบเสียเวลาในการเดินทาง ใช้ชีวิตนอกบ้านจนค่ำก็จะกลับมาทานข้าวเย็นที่บ้าน เสร็จแล้ว
ก็จะนั่งดูทีวีจนดึก นั่งเขียนงานและอ่านหนังสือที่ชอบจนง่วงถึงได้เข้านอนแต่เมื่อได้มาบวชแล้วชีวิตก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยผมจะเริ่มต้นการใช้
ชีวิตในแต่ละวันตอนตีสี่สี่สิบห้า เพื่อทำวัตรเช้าในกุฏิของตัวเอง เมื่อเสร็จแล้วก็จะลุกมาเข้าห้องน้ำ อาบน้ำทำธุระส่วนตัวให้เสร็จก่อนตีห้าครึ่ง สาเหตุ
ก็เพราะผมขี้เกียจที่จะต้องหอบเอาทั้งสบง จีวร และผ้าสังฆาฏิ ไปเข้าห้องน้ำพร้อมกับผม เพราะถ้ากลับกุฏิไม่ทันฟ้าสางโดยไม่มีผ้าทั้งสามผืนอยู่ที่ตัว
ผมจะต้องอาบัติผิดวินัยสงฆ์ เพราะ
"
ผ้าขาดราตรี"ซึ่งจะต้องมีพิธีกรรมที่ยุ่งยากในการแก้อาบัติ และที่สำคัญจะแสดงถึงความไม่มีวินัยของตัวเราเอง

             เมื่อฟ้าสางแล้วพอที่จะมองเห็นลายมือตัวเองได้ ผมก็จะออกไปศาลาเพื่อจัดเตรียมอาสนะที่นั่งสำหรับพระอาจารย์และพระทุกองค์ที่อยู่ในวัด
สำหรับการฉันจังหันมื้อเดียวของวัน เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว ถ้ายังพอมีเวลาเหลือก่อนหกโมงครึ่ง ผมก็จะไปกวาดลานวัดจนถึงเวลาผมก็จะต้องรีบ
เดินไปคอยพระอาจารย์ที่ท้ายหมู่บ้านเพื่อออกบิณฑบาต

โดยที่จะต้องเดินลัดป่าไปเป็นระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร โดยใช้เวลาในการเดินทางไปและกลับประมาณหนึ่งชั่วโมง เมื่อฉันเสร็จก็ทำความสะอาดบาตรของตัวเองและของครูบาอาจารย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในอาจาริยวัตร หลังจากนั้นก็จะต้องมาทำความสะอาดกวาดถูศาลาหลังจากนั้นก็เป็นเวลาส่วนตัวที่เราจะทำ ไม่ว่าจะเป็นอ่านหนังสือศึกษาพระธรรมวินัย เดินจงกรม นั่งภาวนา ตามอัธยาศัย หรือแม้กระทั่งแอบงีบหลับเอาแรง จนถึงบ่ายสองโมงก็จะออกมาจัดเตรียมศาลาสำหรับฉันน้ำปานะตอนบ่ายสามโมง
           ช่วงเวลาการฉันน้ำปานะนั้นเป็นช่วงเวลาที่ผมชื่นชอบเป็นพิเศษ เพราะพระอาจารย์กับครูบาซิ่วจะสั่งสอนเราเรื่องต่าง ๆ อย่างใกล้ชิดแต่ไม่เป็นทางการ ดังนั้นเราจึงได้คุ้นเคยและผูกพันกันมาก สำหรับครูและศิษย์อย่างผม จะใช้เวลาฉันน้ำปานะประมาณหนึ่งชั่วโมง หลังจากนั้นก็เก็บภาชนะต่าง ๆ ไปล้างเข้าที่ให้เรียบร้อย ผมก็จะไปกวาดตาดจนถึงห้าโมงครึ่งก็ไปสรงน้ำ และออกมาจัดศาลาเพื่อสวดมนต์ทำวัตรเย็นตอนหนึ่งทุ่มตรง เราจะใช้เวลาในการทำวัตรเย็นประมาณครึ่งชั่วโมง หลังจากนั้นพระอาจารย์จะพานั่งภาวนาประมาณ 2 ชั่วโมง แต่ถ้าหากมีบุคคลภายนอกมาถือศีลภาวนา พระอาจารย์ก็จะเมตตาให้นั่งเพียงครึ่งชั่วโมง นัยว่ากลัวไก่ตื่นเผ่นหนีเสียก่อน เพราะสำหรับคนที่ไม่เคยนั่งสมาธิมาก่อนนั้น การนั่งนิ่ง ๆ นานถึงสองชั่วโมงนั้นเป็นสิ่งที่เกินจะทนทานได้ เมื่อเสร็จจากการนั่งสมาธิ พระอาจารย์ก็จะสนทนาธรรมกับพวกเราทุกคน ใครมีข้อสงสัยใด ๆ ก็ถามไถ่ได้ เวลาเลิกนั้นไม่แน่นอน บางคืนก็แค่สามสี่ทุ่ม แต่บางคืนพระอาจารย์ติดลมก็อาจจะล่วงเลยไปเป็นเที่ยงคืน เมื่อเสร็จสิ้นภาระกิจ ก็จะแยกย้ายเข้ากุฏิ ผมจะกลับไปนั่งภาวนาต่อจนถึงดึก
บางคืนก็จะออกมาเดินจงกรมเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศโดยเฉพาะคืนไหนที่อากาศเย็นและมีเสียง
สุนัขจิ้งจอกหอนเป็นแบล็คกราวจากภูเขาพนมทอง ผมจะชอบมาก ๆ เพราะมันได้บรรยากาศ
ของพระป่าในการบำเพ็ญเพียรภาวนาได้เช่นเดียวกับครูบาอาจารย์ในอดีตที่ท่านต้องเปลี่ยน
สถานที่กลัวไปเรื่อย ๆ เพื่อเป็นตัวช่วยเร่งการภาวนาของท่านเหล่านั้น
        จากที่ผมกล่าวไว้ข้างต้น ท่านก็จะเห็นแล้วว่า แน่นอนที่สุดที่ชีวิตผมเปลี่ยนไปอย่างสุดขั้ว แต่ผมมีหลักในการดำเนินชีวิตของผมมา
ช้านานแล้วว่า ไม่ว่าผมจะทำอะไร ผมจะต้องทำด้วยใจและมีความสนุกที่จะทำมัน เช่นเดียวกับการบวชของผมในครั้งนี้ ผมใช้ชีวิตอย่างสนุก นับตั้งแต่วันแรกที่ผมย่างก้าวเข้าวัดจนกระทั่งวันสุดท้ายที่ผมก้าวออกจากวัด ผมก็ยังมีความสนุกในสิ่งที่ผมทำเหมือนกับที่คนมักพูดกันว่า
"
แรงดีไม่มีตก" การใช้ชีวิตในวัดป่าน้ำโจนนั้น ถ้าจะมองให้ลำบากมันก็ลำบากจริง ๆ นั่นแหละ... แต่ถ้าจะมองว่าเป็นเครื่องช่วยในการเผากิเลสให้หมดจากใจเรา ก็จะรู้สึกไม่หวั่นไหวกับความลำบากเหล่านั้น จนวันหนึ่งเมื่อเราจำต้องจากร่มกาสาวพัสตร์ ออกมาแล้วนั้นเราจะพึงระลึกได้ว่าตลอดเวลาเดือนกว่า ๆ ที่ผ่านมานั้น มันคือวิถีชีวิตที่เราโหยหามาตลอดนั่นเอง..."
     .  ท่านคิดว่าท่านได้อะไรบ้างกับการมาบวชปฏิบัติธรรมเช่นนี้ ?

  "... ก่อนที่ผมจะมาบวชนั้น ผมได้ตั้งจิตอธิษฐานอยู่เสมอว่าถ้าผมมีโอกาสได้บวช ขอให้ได้บวชในวัดที่เป็นวัด และพระเป็นพระอย่างแท้จริง ซึ่งผมได้มาพบวัดป่าแห่งนี้ที่ซ่อนตัวเองอยู่ท่ามกลางขุนเขา เปรียบเสมือนไข่มุกเม็ดงามที่ซ่อนตัวเองอยู่ภายในเปลือกหอย เพียงเพื่อจะรอการค้นพบและชื่นชมจากภายนอก ผมอยากให้คนไทยได้สัมผัสกับวัดป่าแห่งนี้ดังเช่นที่ผมได้สัมผัสมาและผมเชื่อเหลือเกินว่ามุมมองที่เรามีต่อ "วัด" ต่อ "พระสงฆ์" ในปัจจุบันนั้นจะแตกต่างไปอย่างเดิมอย่างสิ้นเชิง เราจะสามารถยกมือไหว้พระได้อย่างสนิทใจกว่าเดิม โดยไม่จำเป็นที่จะต้องเลี่ยงไปกราบเฉพาะพระประธานในอุโบสถเท่านั้น

            การบวชของผมนั้นไม่เป็นการเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ ผมได้เรียนรู้พระธรรมโดยที่ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องฟังภาษาบาลีที่เราไม่สามารถเข้าถึงได้ ผมได้รับรู้ว่าการศึกษาธรรมนั้น เราสามารถมีเสียงหัวเราะอันสดใสได้โดยไม่เป็นการทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของพระธรรมวินัย ผมได้รู้ถึงความหมายที่แท้จริงของคำว่า "พระมาโปรดสัตว์" นั้นเป็นเช่นไร เมื่อเห็นชาวบ้านออกมาใส่บาตรให้พระด้วยความศรัทธา ผมได้รับรู้ถึงภารกิจหน้าที่ ที่แท้จริงของพระแท้ว่าจะต้องปฏิบัติเช่นไร การทาน รักษาศีล และภาวนานั้นเป็นหัวใจของพระป่าอย่างเรา ผมได้เข้าใจถึงปรัชญาในการดำรงชีวิตอย่างมักน้อยสันโดษเยี่ยงพระป่าที่ดี  ไม่จับเงิน ไม่สะสมสมบัติ มีเพียงเครื่องอัฐบริขารที่จำเป็นของพระเท่านั้น ผมเข้าถึงความหมายของคำว่าเรารักษาศีล และศีลจะรักษาเรา โดยการอยู่วัดของผมนั้นไม่เคยได้รับการรบกวนจากสิ่งที่เหนือธรรมชาติเลย ผมได้รับรู้ถึงอานุภาพของการนั่งภาวนาว่ามีความลี้ลับและเหนือการอธิบายใด ๆ เหนืออื่นใด ผมได้พบเจอกับผู้คนที่ผมไม่เคยรู้จักมาก่อนเลยในชีวิต...แต่กลับมีความผูกพันกันอย่างเหลือเชื่อ ไม่ว่าจะเป็น "คุณยายนันทนา" ผู้ก่อสร้างวัดมาพร้อมกับพระอาจารย์ "คุณจุ๋ม" หลานสาวผู้เคียงบ่าเคียงไหล่มากับคุณยายนันทนา "ต้น" ลูกศิษย์ก้นกุฏิผู้ไม่เคยห่างกายจากพระอาจารย์ "ม้ง" เด็กเก็บมาเลี้ยงแต่กลับกลายเป็นขวัญใจของทุกคนในวัด "เจ๊อะ" ชายผู้สติไม่สมประกอบแต่กลับมีหัวใจธรรมเยี่ยงเพชร ยากที่คนสติดีอีกหลายล้านคนจะเทียบได้ "ตาปิ่น" ชาวบ้านผู้ไร้เดียงสาที่ถูกราชการรังแก "น้าโนรี" ผู้ที่มีใจโอบอ้อมอารีเหลือเกิน "แย้" "เม้า" "จุ๋ม"ที่เข้ามาช่วยงานวัดทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีผลตอบแทนใด ๆ รวมถึงชาวบ้านหมู่ที่ 13 ที่ใส่บาตรให้เราทุกเช้า

           และทั้งหมดนั่นคือสิ่งที่ผมได้จากการบวชในครั้งนี้ ซึ่งผมไม่มีวันที่จะลืมจากความทรงจำของผมเลย นอกจากนี้ผมยังสามารถนำธรรมที่ได้เรียนรู้มาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตทางโลกของผมได้อย่างกลมกลืน ดังคำที่พระอาจารย์พร่ำสอนอยู่เสมอว่า ...ให้เร่งภาวนาเพื่อให้เกิด "สมาธิ" ซึ่ง "สมาธิ" นี่แหละที่จะเป็นฐานสนับสนุนให้เกิด "ปัญญาที่จะรู้รอบในกองสังขาร " ต่อไป...เมื่อถึงที่สุดแล้วก็...รู้แล้ววาง...ชีวิตจะได้ไม่ทุกข์..."