นายแพทย์ฤทธิเดช    คงมนัส   (โน้ต) อายุ : 34 ปี การศึกษา : แพทยศาสตร์บัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
                                                                                วุฒิบัตรประสาทศัลยแพทย์ รพ.จุฬาลงกรณ์ อาชีพ : ประสาทศัลยแพทย์ รพ.ชลบุรี จ.ชลบุรี

         .  คุณนับว่าเป็นคนรุ่นใหม่คือ มีความรู้ความสามารถ มีการศึกษาตลอดจนหน้าที่การงานดี...แล้วคุณคิดอย่างไร
                            ถึงได้มาปฏิบัติธรรมอยู่ในวัดที่อยู่ป่าอยู่ดง  โดยปราศจากเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ แม้กระทั่งไฟฟ้าอย่างนี้ ?

         “... เมื่อปลายปี 2551 ในขณะที่ผมฝึกอบรมเพื่อเป็นแพทย์เฉพาะทางได้มีโอกาสมาฝึกงานที่รพ.พุทธชินราช จ.พิษณุโลก และมี "พี่เจน" (นพ.พีรพงษ์  เธียราวัฒน์) เป็นประสาทศัลยแพทย์ผู้ดูแล พี่เจนเป็นศัลยแพทย์ต้นแบบที่ผมเคารพนับถือมาก  สอนทั้งการผ่าตัด การใช้ชีวิตแพทย์ การปฏิบัติธรรม และการนำหลักธรรมมาใช้ในชีวิตประจำวัน จนผมสงสัยว่า "พี่เจน" เค้าทำได้อย่างไรเนี่ย เก่งทั้งด้านวิชาการ ทักษะการผ่าตัด การดูแลคนไข้ ดูแลรุ่นน้อง และผู้ร่วมงาน การมีจิตสาธารณะเสียสละ และยังปฏิบัติธรรมด้วย ฯลฯ (เยอะมากครับ บรรยายไม่หมด สรุปคือสามารถใช้ชีวิตทางโลกและทางธรรมได้อย่างกลมกลืนและสมบูรณ์แบบ)  และช่วงเวลา "พี่เจน" นั้นก็ได้ แนะนำให้มาทำวัตรเย็นที่ "ธัมมทานัง" ได้พบกับ "พี่วีระพันธ์" และได้มีโอกาสฟังธรรมจากพระอาจารย์อังคาร  อคฺคธมฺโม แล้วทำให้ประทับใจในธรรมะและในตัวของพระอาจารย์เป็นอย่างมาก ต่อมาเมื่อเดือนเมษายน ปี 2557 ที่ผ่านมาคุณพ่อของผม ป่วยหนักด้วยโรคติดเชื้อในกระแสเลือด ต้องผ่าตัดและนอนรักษาตัวในห้องไอซียู ตอนนั้นผมหวังว่าบุญใดก็ตามที่เกิดขึ้นกับผมแล้วจะทำให้คุณพ่อรอดชีวิตได้ผมจะทำและขออนุโมทนาให้พ่อ ในที่สุดจึงตัดสินใจว่าจะบวช (เป็นครั้งที่สองหลังจากเคยบวชแล้วที่วัดใกล้บ้านในปี 2546 ) ในตอนนั้นคิดว่าโอกาสที่จะบวชและระยะเวลาที่เราละทิ้งหน้าที่การงานมานั้นจำกัดมาก ในเมื่อจะบวชทั้งทีจึงมาขอบวชกับพระอาจารย์อังคาร  อคฺคธมฺโม ที่เราประทับใจในธรรมะที่ท่านเคยแสดง  ซึ่งพระอาจารย์ก็เมตตารับผมไว้เป็นศิษย์ (ทั้งๆที่ขอบวชในพรรษาและบวชเพียงสิบห้าวัน) และขอขอบคุณ "พี่จุ๋ม" "พี่วีระพันธ์"  ที่สละเวลาช่วยเป็นธุระติดต่อให้จนผมได้มีโอกาสบวชครับ หลังจากได้บวชและได้ใช้ชีวิตโดยมีหลักธรรมของพระอาจารย์ แล้วจึงทำให้ผมเข้าใจและตอบคำถามผมในตอนนั้นได้แล้วว่า  “ทำไม "พี่เจน" ถึงเป็นคนดีมาก ๆ ขนาดนี้ เพราะนอกจากนิสัยดีมาก ๆ ที่เป็นพื้นฐานเดิมของพี่แล้ว ยังมีธรรมะจากพระอาจารย์เป็นเหมือน นาวิเกเตอร์นำทางการใช้ชีวิตและการปฏิบัติธรรมด้วย”...”

         .  เข้าวัดปฏิบัติธรรมอย่างนี้ไม่กลัวคนเขาว่า "ล้าหลังคร่ำครึตกกระแส หรือว่าเป็นคนมีปัญหา" หรือ ?
           “... ไม่กลัวครับ เพราะถ้าได้ฟังธรรมจากพระอาจารย์ แล้วจะรู้ว่า ธรรมะเป็นของที่ร่วมสมัย เป็น อกาลิโก ป็นจริงแท้ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และ อนาคต ที่สำคัญ ธรรมอยู่กับเรามาตั้งแต่เกิดจนตาย พระอาจารย์ชี้ให้เห็นถึงความพอดี คือธรรมะ สอนให้ดูแลจิต ไม่หลงวนไปกับกระแสของความรัก ความเกลียด ความติดดี หรือความชั่ว รู้ทันความรู้สึก ไม่ไปสำคัญมั่นหมายกับควารู้สึกเหล่านั้น ซึ่งผมถือว่าเป็นสิ่งมีคุณค่ากว่าการตามกระแส หรือตกกระแสครับ ส่วนเรื่องที่คนอื่นจะมองว่าเราเป็นคนมีปัญหา จริง ๆ แล้วก่อนมาบวชผมมีชีวิตที่ค่อนข้างพร้อมทั้งหน้าที่การงาน เกียรติ ความรัก เพื่อนฝูง และครอบครัว เรียกได้ว่าถ้ามองในทางโลกคงไม่นับว่าเป็นคนมีปัญหา(ค่อนข้างจะมีความสุขเสียด้วยซ้ำ) แต่หลังจากมาบวชนี่แหละครับ ถึงได้รู้ว่าจริง ๆ ตัวเองมีปัญหา และตัวเราเองนี่แหละที่ก่อปัญหา หลงตัว ไม่รู้ทันทุกข์ ไม่รู้เท่าทันกิเลส และความยึดมั่นถือมั่นในตัวเอง ผมว่าหลาย ๆ คนที่คิดว่าตัวเค้ามีความสุขดี คิดว่าชีวิตทุกวันที่เป็นอยู่ไม่มีปัญหา จึงไม่เข้าวัด คงเป็นแบบผมในตอนแรก คือไม่รู้ทันว่าเราวนเวียนอยู่กับความทุกข์ และถูกกิเลส ผลักดันการใช้ชีวิตและหลงไปว่าสุขที่เป็นอยู่ทุกวันคือสุขที่แท้จริงซึ่งมันไม่ใช่เลยครับ...”


                             
. แล้วคุณคิดว่าคุณได้อะไรบ้างกับการมาปฏิบัติธรรมอย่างนี้น่ะ ?
                  “... สิ่งแรกที่สำคัญที่สุดคือได้รับความเมตตาจากพระอาจารย์อังคารครับ พระอาจารย์สั่งสอนเราซึ่งมีกิเลส และความหลงเต็มอยู่ในใจ ให้เห็นปัญหาในตัวเอง   ท่านเมตตาเราเหมือนเป็นพ่อที่รักลูก ตั้งใจสอน ลูกจะงอแง ไม่มีเหตุผล ก็เข้าใจว่าเป็นเพราะลูกยังไม่รู้เดียงสา เหมือนเราที่ยังมีมวลกิเลสเต็มตัว คิดไม่เป็น ไม่รู้เท่าทันกิเลส ยังโลภ โกรธ หลง หงุดหงิดเมื่อไม่ได้ดังใจ ท่านก็เมตตาและค่อยๆฝึกจนจิตเราพัฒนาขึ้น เพื่อจะพอสู้กับกิเลสด้วยตนเองได้ ในชีวิตของแต่ละคน
                        พระอาจารย์สอนและปฏิบัติเป็นตัวอย่างให้เห็นถึงข้อวัตรอันดีงามและสันโดษของพระป่า สอนให้อ่อนน้อมถ่อมตน สอนเรื่อง อาจาริยวัตร เสนาสนะวัตร อาคันตุกะวัตร อาวุโสภันเต ท่านเมตตาสอนด้วยตัวเองแม้กระทั่งการครองจีวร การเก็บบาตร ล้างบาตร เช็ดบาตร สอนการละทิ้งอารมณ์ ความสำคัญมั่นหมาย ซึ่งใช้ทั้งในชีวิตประจำวันและการภาวนา มองคนอื่นด้วยใจเมตตา ไม่ตั้งแง่ เพราะต่างก็เป็นคนที่ไม่พ้นกิเลสทั้งนั้น ท่านสอนเราเยอะมากครับ พิมพ์ไปอีกหลายหน้ากระดาษก็คงไม่จบ ครั้งแรกที่ผมมาฟังพระอาจารย์ บางอย่างที่ฟังก็สำคัญผิดคิดว่าตัวเองนั้นรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว แต่พอได้ใช้ชีวิตตามวิถีของพระป่า ได้ภาวนาฝึกจิต การฟังคำพูดเดิมของพระอาจารย์ครั้งที่สอง ที่สาม ไปเรื่อย ๆ แต่ละครั้งเมื่อพิจารณาแล้วจะได้ความรู้เพิ่มขึ้นมาเสมอ พระอาจารย์เคยเปรียบว่าเสมือนการตอกเสาเข็มไปในจุดเดิม ๆ แต่ละครั้งยิ่งลึกซึ้งขึ้นเรื่อย ๆ  จนเดี๋ยวนี้ทุกครั้งที่ฟังธรรมะของพระอาจารย์ ผมจะต้องมีสมุดจด และบันทึกเสียงไว้ตลอดเพื่อจะได้ไม่ลืม,สามารถทบทวนให้เข้าใจลึกซึ้งขึ้นได้ และเพื่อจะได้แบ่งปันให้ญาติมิตร ที่สนใจได้มีโอกาสได้รับฟังด้วย
                        สิ่งเดียวที่ผมเสียไปในการมาบวชที่วัดป่าน้ำโจน คือเสียตัวตนเดิม ๆ ของตัวเอง เสียความยึดมั่นถือมั่น เสียความติดดีแบบผิด ๆ.... 15 วัน นี้ทำให้จิตใจผมอ่อนโยนขึ้น ให้อภัยคนได้ง่ายขึ้น รู้จักเมตตา พร้อมจะช่วยคนที่มีทุกข์มาโดยไม่เกี่ยงงอน และที่สำคัญคือรู้เท่าทันอารมณ์ที่มากระทบได้มากขึ้น หวั่นไหวไปกับอารมณ์ และสิ่งสมมติง่ายลง มีความสุขได้ง่ายขึ้น มากขึ้น และบ่อยขึ้น ถือเป็นช่วงเวลาที่มีค่ามากที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิตของผม และอยากให้คนอื่น ๆ ได้ลองเข้ามาเรียนรู้และปฏิบัติธรรมที่วัดป่าน้ำโจนกับพระอาจารย์ครับ แล้วจะรู้ว่าเวลาผ่านไปเร็วมาก และจะไม่เสียดายเวลาที่ได้มาใช้ชีวิตที่นี่เลย
                        อีกหนึ่งสิ่งที่ได้รับอย่างไม่คิดมาก่อนคือมิตรภาพครับ ครูบาอีกสองท่านที่บวชในพรรษานี้เป็นเพื่อนต่างวัยที่ช่วยเหลือดูแลกันในการปฏิบัติธรรม "ครูบาโจ้ น้องที่อายุอ่อนกว่าผมสิบปี แต่เป็นรุ่นพี่ในการใช้ชีวิตและเป็นคู่หูในการปฏิบัติธรรมเพื่อละกิเลสแบบพระป่า "ครูบาเช" ที่อายุมากกว่าผมเกือบสามสิบปี แต่ก็ไม่ถือตัวคุยเล่นเป็นกันเองและยอมให้น้อง ๆ แกล้งอำอยู่เสมอ ๆ โดยไม่ถือโกรธ และนอกจากพระอาจารย์ที่เป็นเหมือนครูใหญ่แล้ว เราสามคนมี "ครูบาหรั่ง" เหมือนเป็นครูประจำชั้นใจดีที่คอยสอนให้เข้าใจในทุกๆกิจวัตรประจำวัน ทั้งนำสวดมนต์ตั้งแต่ตีสี่ นำบิณฑบาตแบบออฟโร้ดตอนเช้าตรู่ การฉันอาหารในบาตรเดียวมื้อเดียว การเก็บล้างบาตร การกวาดดูแลวัด การทำงานก่อสร้างกุฎิ  การสวดมนต์ภาวนาก่อนนอน เหมือนกับเป็นพี่เลี้ยงเด็กผู้คอยดูแลเราให้มีความเข้าใจในทุกย่างก้าวของวิถีพระป่า การใช้ชีวิตทุกวันที่นี่เหมือนเป็นการฝึกหนักแต่ทุกอย่างเป็นไปโดยธรรมชาติ ไม่ฝืนและไม่ตึงเครียด  ทุกครั้งที่เราได้ฟังธรรมร่วมกันและสนทนาธรรมกับพระอาจารย์พร้อมหน้ากันจะมีเสียงหัวเราะก๊ากขำกลิ้งด้วยกันทุกวันเสมอ นอกจากนี้ยังมี "คุณยายบัว","คุณยายนัน" ,"คุณจุ๋ม","คุณชั้น" ที่ทำอาหารอร่อย ๆ ให้พระฉันทุกวัน (แม้จะมีโอกาสได้กินแค่วันละมื้อเดียว ) "พี่ยศ","พี่ใจ" รวมถึง ญาติโยมที่มาร่วมปฏิบัติธรรม เช่น "คุณจี๊ด" ที่เหมือนเป็น case study  ให้เราเห็นวิธีการชี้ให้เห็นทุกข์ และแก้ปัญหาอย่างตรงจุดของพระอาจารย์ ซึ่งได้ผลดีโดยเห็น "โยมจี๊ด" มีความสุขกลับไป ต่างจากวันที่มาเป็นคนละคน และกลายเป็นกัลยาณมิตร ใหม่ที่คบและนับถือกันอย่างจริงใจ และพร้อมจะช่วยเหลือกันทุกอย่าง ขอบคุณสำหรับมิตรภาพครับ...”