นายแพทย์วีระพันธ์    สุวรรณนามัย (นุค) อายุ 33 ปี การศึกษา : แพทยศาสตร์บัณฑิต ศิริราชพยาบาล ,
แพทย์เฉพาะทางประสาทศัลยศาสตร์คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี  อาชีพ : แพทย์

ครั้งหนึ่งในชีวิต...กับวิถีพระป่า

          27 ธันวาคม 2551 หนึ่งวันก่อนที่ผมจะได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในบวรพุทธศาสนา พ่อ แม่ ภรรยา บุตร พี่ชายและญาติสนิทมิตรสหายต่าง ๆ มารวมตัวกันที่ “ธัมมทานัง” เพื่อรอโกนผมของผม เมื่อได้เวลาทุกคนก็ร่วมอนุโมทนากัน ตัดผมของผมออกคนละนิดคนละหน่อย และสุดท้าย พระอาจารย์อังคาร อัคคธัมโม เมตตาโกนผมออกทั้งหมด พวกเราร่วมกันสวดมนต์ทำวัตรเย็นพร้อมกัน แล้วกินข้าวต้มที่ "พี่น้อย" ผู้ใจดีตั้งใจทำมา เพื่อให้ทุกคนที่มาร่วมบุญกันได้อิ่มท้องก่อนกลับบ้าน            รุ่งเช้าวันบวช ทุกคนมาพร้อมกันอีกครั้งที่ “ธัมมทานัง” เพื่อรอใส่บาตร ถวายจังหัน แด่พระอาจารย์ วันนี้คนมามากเป็นพิเศษ เตรียมข้าวปลาอาหาร มาคนละนิด แต่พอมารวมกันแล้วกลับมากกว่าอาหารที่ไปกินบุฟเฟ่ต์กันที่โรงแรมซะอีก เมื่อถวายจังหันเสร็จทุกคนก็ได้ร่วมรับประทาน อาหารเช้าด้วยกันอย่างมีความสุข อิ่มเอิบ อิ่มในบุญอย่างยิ่ง พอตอนเที่ยง ผม, ครอบครัว, และญาติธรรม เคลื่อนขบวนกันไปที่วัดวชิรธรรมาวาส เพื่อเข้าพิธีอุปสมบท        28 ธันวาคม 2551 เวลาประมาณ   บ่ายสองโมง ผมได้ทิ้งชื่อ นายวีระพันธ์ สุวรรณนามัย ไป และได้ฉายาใหม่ “สันตจิตโต” ผู้มีจิตอันสงบ ซึ่งเป็นชื่อของพระภิกษุรูปใหม่ล่าสุดของพระพุทธศาสนา ผมได้กลายเป็นบุตรของพระพุทธเจ้า ได้อยู่ใน “ศากยวงศ” อย่างแท้จริงแล้ว ผมก้าวออกมาจากโบสถ์ด้วยปีติ  สละแล้วโลกนี้ แม้เพียงตั้งใจไว้สิบห้าวันก็ตาม แต่ก็รู้สึกโปร่งเบา อย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน ผู้คนมารอถวายดอกไม้ธูปเทียนมากมายอย่างที่ผมคิดไม่ถึง บางคนเตรียมเงินมาเพื่อรอถวายแต่ก็ต้องผิดหวังเล็กน้อย เพราะพระภิกษุในพุทธศาสนา จะไม่รับเงินทอง ไม่จับเงิน และไม่ใช้เงิน (ชาตะรูปะระชะตะปฎิคคหะณา) ผมตั้งใจว่า 15 วันนับจากนี้ผมจะปฏิบัติตนเยี่ยง ศากยวงศ์ที่ดี ยึดพระธรรมวินัยเป็นศาสดาดังที่พระพุทธเจ้าได้สั่งไว้ก่อนที่พระองค์จะปรินิพพาน

           วันที่ผมอุปสมบทนั้น ผมมิได้บวชรูปเดียว แต่ผมได้บวชพร้อม “ครูบากุ้ง” พระคู่บวชของผม คงมิใช่เหตุบังเอิญแน่ เราสองคนคงเคยบวชเป็นพระพร้อมกันมาก่อน ชาตินี้จึงได้เป็นนาคคู่กันอีก พูดถึงครูบากุ้งท่านเป็นคนที่มีจิตใจเด็ดเดี่ยวเป็นอย่างยิ่ง เพราะตัวท่านนั้นเป็นโรคไขกระดูกไม่สร้างเม็ดเลือด (aplastic anemia) ต้องคอยเติมเลือดทั้งเม็ดเลือดแดงและเกล็ดเลือดเป็นประจำ เม็ดเลือดแดงนั้นไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าเกล็ดเลือดต่ำนั้นจะมีผลทำให้เลือดไหลออกไม่หยุดได้ แปลว่าอยู่ ๆ ท่านอาจจะมีเลือดออกในสมองหรืออวัยวะภายในเมื่อไหร่ก็ได้ และถ้าเลือดออกมาท่านก็อาจจะต้องเสียชีวิตทันที เกล็ดเลือดในคนปกตินั้นอยู่ที่ประมาณ 100000 ถึง 400000 แต่ของครูบากุ้งอยู่ที่หลักพันหรือหลักหมื่นเท่านั้นเอง แปลว่าท่านมีความเสี่ยงที่จะตายได้ทุกนาที ที่แย่ไปกว่านั้นอีกก็คือ ท่านเพิ่งจะมีลูกอายุหนึ่งขวบเท่านั้น กำลังน่ารักมากที่สุด ถ้าเป็นคนปกติอย่างท่านกับผม ผมคงขอใช้ชีวิตซึ่งอาจจะเป็นช่วงสุดท้ายนี้อยู่กับลูกและภรรยา หรือรีบทำอะไรที่อยากทำมากที่สุด เช่นไปเที่ยว ไปกินอะไรที่เรายังไม่เคยไปไม่เคยกิน แต่ครูบากุ้งกลับคิดว่าอยากมาบวช เพื่อเตรียมตัวตายด้วยความพร้อมมากที่สุด ผมดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้พระคู่บวชอย่างครูบากุ้ง
         ผมเดินทางมาถึง “วัดป่าน้ำโจน” ที่ ๆ ผมต้องใช้ชีวิตที่นี่ต่อไปอีกเป็นเวลา 15 วัน “ครูบาซิ่ว” สอนให้ผมทำพินทุ และอธิษฐานใช้ ไตรจีวรและอัฐบริขารต่าง ๆ ที่ภิกษุพึงจะมีได้เท่านั้น ไม่มีโทรศัพท์มือถือ เครื่อง MP3 คอมพิวเตอร์ notebook ที่เคยติดตัวเสมออีกต่อไป ผมเอาอัฐบริขารต่าง ๆ รวมทั้งบาตรไปเก็บไว้ที่กุฎิ ซึ่งมีแต่หลังคากุฎิ ไม่มีแม้แต้ข้างฝา ทั้งสี่ด้านของกุฎิที่อยู่กลางป่า ขึงด้วยจีวรเก่าเพื่อกันลมกันแดดเท่านั้น ไฟฟ้าไม่ต้องพูดถึงไม่มีที่ให้ใช้ในวัดป่าน้ำโจน

          วัดป่าน้ำโจนเป็นวัดที่ยังไม่ค่อยจะมีคนรู้จักมากนัก เนื่องจากการเดินทางค่อนข้างลำบากและพระอาจารย์ก็ไม่เน้นที่จะทำวัดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ดังนั้นจะมีแต่คนที่มุ่งสู่พระนิพพานเท่านั้นที่จะเดินทางไปปฏิบัติธรรมที่วัดนี้วัดป่าน้ำโจนอยู่ใน ต.พันชาลี อ.วังทอง จ.พิษณุโลก ระยะทางห่างจากเมืองพิษณุโลกไปทางวังทองแล้วเลี้ยวขวามุ่งหน้าไป อ.สากเหล็ก ระยะทางประมาณ 60 กิโลเมตร แต่ก่อนถึงวัดประมาณ 3 กิโลเมตรถนนจะเป็นเพียงทางลูกรัง ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการเดินทางไปพอสมควร แต่ไม่ยากเย็นเกินไปสำหรับผู้ที่มีความตั้งใจ บริเวณวัดยังรักษาความเป็นป่าได้อย่างสมบูรณ์ ทุกสิ่งทุกอย่างในวัดเป็นระเบียบเรียบร้อยมาก บอกได้ถึงบุคคลที่อยู่ในวัดนี้ดูแลเสนาสนะได้อย่างดีเยี่ยมจริง ๆ

             ตอนเย็นครูบาซิ่ว ได้จัดเตรียม ดอกไม้ ธูป เทียนแพ เพื่อให้ผมและครูบากุ้ง ขอนิสัยจากพระอาจารย์ก่อน เพื่อต่อไปในภายหน้า พระอาจารย์จะสามารถสั่งสอนผมได้โดยไม่เป็นเวรเป็นภัยต่อกัน และทั้งพระอาจารย์และผมรับเป็นภาระของกันและกันมีเรื่องขัดข้องหรือเดือดร้อนใด ๆ จะสามารถรับผิดชอบเป็นภาระให้แก่กันได้
        เมื่อเสร็จพิธีการ พระอาจารย์ได้เมตตาแนะนำธรรมะเพื่อการปฏิบัติเบื้องต้นแก่ผม ท่านสอนถึง ทุกข์ เป็นสิ่งที่พึงกำหนดรู้, สมุทัย เป็นสิ่งที่ต้องละ, นิโรธ ต้องทำให้แจ้ง และมรรค เป็นทางดำเนินไปเพื่อความดับทุกข์ โดยพระอาจารย์ขยายความวิธีปฏิบัติเพื่อให้ถึงความดับทุกข์ (มรรค) ว่า ทาน ศีล ภาวนา สำหรับฆราวาส นั่นแหละคือมรรค เพราะฆราวาสเป็นผู้มีโภคทรัพย์อยู่ มีโอกาสที่จะสละออกเป็นทานได้ ส่วนพระภิกษุนั้น ศีล สมาธิ ปัญญา คือมรรค จะต้องดำเนินไป พระอาจารย์เน้นย้ำอยู่ที่ ศีล และข้อวัตรการปฏิบัติเป็นส่วนมาก เพราะการที่จะเดินทางไปพระนิพพานนั้น เหมือนกับการที่เราจะสร้างบ้านสักหลังหนึ่ง รากฐานหรือเสาเข็มต้องแน่นหนามั่นคงเสียก่อน ต้องตอกเสาเข็มซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตอกย้ำอยู่ที่เดิมไม่เปลี่ยนที่ จนเสาเข็มลึกลงไปถึงดาน แล้วค่อยมาคุยกันต่อเรื่องก่อกำแพง ตกแต่งหลังคา ให้สวยงามได้ แต่ปัจจุบันคนชอบพูดกันถึงแต่เรื่อง “วิปัสสนา” คือ “ปัญญารู้รอบในกองสังขาร” ซึ่งเป็นธรรมที่ผู้ยังไม่มีสติ และสมาธิเพียงพอเห็นได้ เขาอาจจะพูดให้คนอื่นฟังได้ แต่ตัวเองเข้าใจไม่ได้ เพราะรู้โดยสัญญาเท่านั้น ไม่ได้รู้ด้วยปัญญา พระอาจารย์ยกตัวอย่างว่า

   

     

          เราเคยเห็นคนตายมั้ย?  เคยเห็นแน่ครับ (ผมคิดในใจ)
          แล้วรู้สึกเสียใจอะไรกับเขามั้ย? อาจจะรู้สึกสะเทือนใจบ้าง แต่ไม่เกินสิบนาทีก็หัวเราะได้เหมือนเดิม ออกไปกินข้าวมันไก่ กับข้าวเหนียวมะม่วงของโปรดต่อได้อีก
          แล้วถ้าคนตายคนนั้นเป็น พ่อ แม่ ลูก ภรรยา ของเราล่ะ? อึ้งครับ ยังทำใจไม่ได้
          นี่แหละลักษณะของผู้รู้โดยสัญญา รู้แต่ไม่เห็น ไม่เข้าใจ เพราะสิ่งที่เรารักหวงแหนทั้งหลายมีอุปาทาน ยึดเกาะกับเราอยู่ คนอื่นตายกันโครม ๆ เราเฉย  แต่พอเป็นคนที่เรารักเรากลับต้องนั่งร้องไห้ หน้าที่เราคือต้องสลัดอุปาทานนี้ให้ออกไปจากจิตของเราให้ได้ ดังนั้นระดับสติ,สมาธิ อย่างผมคงยังไปไม่ถึงแน่ พระอาจารย์บอกว่าเราต้องกำหนดจิตให้เป็นหนึ่ง เป็นสมาธิเสียก่อน แล้วสมาธินั้นจะทำให้จิตมีกำลัง หากเรานำจิตที่มีกำลังนั้นมาพิจารณาสิ่งที่เราเคยรู้โดยสัญญามาก่อน จึงจะมีโอกาสแปลงเป็นปัญญาได้ แล้วตอนนั้นค่อยคุยกันเรื่อง “วิปัสสนา” พระอาจารย์เปรียบเทียบเวลาผมปากบอนไปพูดเรื่องวิปัสสนาให้พระอาจารย์ได้ยิน ว่า เหมือนเด็ก ป.4 คิดจะทำวิทยานิพนธ์ เฮ้อ... ฟังแล้วเห็นภาพตามเลยครับ หน้าที่ของผมตอนนี้มีเพียงปฏิบัติข้อวัตรที่พระอาจารย์กำหนดให้ทำเท่านั้น เพื่อตอกเสาเข็มให้ตัวเอง ข้อวัตรที่พระอาจารย์เน้นเสมอ คือ อาจาริยวัตร, เสนาสนะวัตร, อาคันตุกะวัตร, และอาวุโส ภันเต ผมมีหน้าที่เพียงเท่านี้และคอยมีสติระวังรักษาความเป็นปกติของตัวเองคือศีลให้มั่นคงเท่านั้น นิโรธจะถึงเมื่อไหร่นั้นอีกเรื่องหนึ่ง
           ชีวิตประจำวันในวัดนั้น ผมต้องตื่นตั้งแต่ประมาณตี 5 เพื่อทำวัตรเช้า บางวันก็มีโอกาสนั่งภาวนาเล็กน้อย เพื่อรอแสงอาทิตย์ให้พอมองเห็นลายมือตัวเองก่อนแล้วจึงออกจากกุฎิเพื่อไปจัดเตรียมเสนาสนะที่ศาลา วันไหนถ้าไม่รอแสงอาทิตย์ก่อนก็ต้องเอาสังฆาฏิ ติดตัวไปด้วยเสมอ เพื่อไม่ให้เป็นผ้าขาดราตรี หลังจัดเตรียมเสนาสนะเสร็จแล้วก็เตรียมบาตรแล้วเดินทางด้วยเท้าเปล่าลุยป่า ฝ่าหิน กรวดทราย เพื่อไปรอพระอาจารย์ที่ต้นหมู่บ้าน เหตุที่ต้องออกไปก่อนก็เพราะว่าถ้าออกพร้อมกัน ผมเดินไม่ทันพระอาจารย์กับครูบาซิ่วซักที ผมแปลกใจจริง ๆ ที่ทำไมท่านทั้งสองเดินดูเหมือนสบาย ๆ ไปเรื่อย ๆ แต่ผมเดินเร่งอย่างเต็มที่แต่ก็ไม่เคยเดินทันพวกท่านเลย

             เมื่อถึงหมู่บ้านพระทั้งสี่รูปเดินบิณฑบาต ด้วยอาการสงบ วันแรกที่ผมออกบิณฑบาตนั้น ผมอดกลั้นน้ำตาแห่งความปีติไว้ไม่ไหว ผมนึกย้อนไปถึงสมัยพุทธกาลที่พระศาสดา เดินบิณฑบาต ด้วยอาการสงบ เท้าเปล่า โดยไม่สนใจว่าจะมีใครใส่บาตรให้หรือไม่ พระองค์ต้องเดิน “ภิกขาจาร” ท่ามกลางคนนอกศาสนา เพราะยังไม่มีใครนับถือศาสนาพุทธเลยในขณะนั้น พระองค์ทรงลำบากกว่าผมมากมายนัก คนแรกที่ตักข้าว ใส่บาตรผมนั้นคือ “ลุงปิ่น” ผมจำเหตุการณ์นั้นได้ไม่ลืม ขออนุโมทนาลุงปิ่นด้วย หลังจากบิณฑบาตเสร็จกลับมาถึงวัด ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง ก็เตรียมรับถวายจังหัน อาหารต่าง ๆ ที่ผู้คนเตรียมมาถวายนั้นน่าอร่อยทั้งนั้น อันนั้นก็น่ากิน อันนี้ก็น่ากิน ผมหยิบใส่ลงในบาตร ด้วยความหิว แต่พอเริ่มฉันคำสองคำแรกเท่านั้นก็แทบอิ่ม เพราะอาหารคาวหวานที่น่าอร่อยอยู่นอกบาตร เมื่อรวมลงไปในบาตรก็หมดความอร่อยไปเสียสิ้น เหตุนี้เองธุดงควัตร ข้อหนึ่งที่พระของวัดป่าน้ำโจนต้องปฏิบัติก็คือ ฉันในภาชนะเดียว อาสนะเดียวนั้น ช่างเป็นเครื่องมือที่คอยห้ำหั่น กิเลสของพระภิกษุในวัดได้ดีเป็นอย่างยิ่ง พระอาจารย์พูดเสมอว่าไม่ได้ห้ามไม่ให้กินอะไร แต่ถ้าอยากกินอะไรก็ใส่ลงไปในบาตรปนกับอาหารอื่น นั่นแหละแล้วค่อยกิน ฉันอาหารเพื่อประทังชีวิตเท่านั้น ไม่ได้ฉันเพื่อความเอร็ดอร่อยแต่อย่างใด พอกันที ซุปของข้าวมันไก่ที่ผมชอบกิน, น้ำกะทิกล้วยบวชชีที่หวานหอม, และไอศครีมสเวนเซ่นที่เย็นฉ่ำใจ อย่าหวังว่าจะได้ลงไปในบาตรของผมเลย

        พูดถึงตอนฉันจังหัน “ครูบาซิ่ว” เล่าให้ผมฟังเมื่อสมัยที่ท่านยังไม่ได้มาอยู่ที่วัดป่าน้ำโจนนั้น วัดของท่านไม่มีข้อวัตรปฏิบัติอะไรให้สมกับความเป็นพระป่าซักเท่าไหร่ หลังจากที่ท่านฉันจังหันเสร็จท่านต้องไปทำหน้าที่ซ่อมรถจนถึงเย็น แล้วต่างองค์ก็ต่างเข้ากุฎิของตัวเองไป ครูบาซิ่วบอกว่านึกเสียใจที่ตัวเองกินอาหารที่ชาวบ้านเขามาถวาย แต่ไม่มีคุณค่าพอให้เขากราบไหว้เลย ยิ่งฟังอย่างนี้แล้วยิ่งต้องเพียรปฏิบัติให้ตัวเองเป็นพระที่ดีให้สมกับที่ชาวบ้านเขาเอาของมาถวายและให้เขากราบได้อย่างสนิทใจ
         พอฉันจังหันเสร็จผมก็ต้องเอาบาตรไปล้างให้สะอาด แล้ววางผึ่งแดดไว้ประมาณสิบนาที จากนั้นปิดบาตรวางไว้ให้เรียบร้อยหมดโอกาสแล้วสำหรับอาหารในวันนี้ แล้วก็เริ่ม “เสนาสนะวัตร” กวาดและถูศาลาให้สะอาดเอี่ยมอยู่เสมอ ครูบาซิ่วกวาดศาลาได้อย่างคล่องแคล่วจริง ๆ ท่านถือไม้กวาดทั้งสองมือกวาดได้เร็วจริง ๆ และสะอาดด้วย หลังจากทำความสะอาดเสร็จแล้วก็เป็นเวลาปฏิบัติธรรมส่วนตัว บางวันก็นั่งภาวนา บางวันก็เดินจงกรม บางวันก็อ่านหนังสือ หนังสือที่ผมตั้งใจอ่านให้จบก่อนที่จะสึกนั้น คือพระวินัย 227 เทศน์ภาคปฏิบัติ ซึ่งเป็นหนังสือที่หลวงปู่จันทรา เทศน์สั่งสอนพระใหม่อยู่หลายปีจนรวมเป็นเล่มไว้ให้อ่านได้ เหตุที่ต้องรู้พระวินัยไว้ก่อนเพราะผมต้องการเป็นพระที่สมบูรณ์ที่สุด ไม่อยากให้มีข้ออาบัติใด ๆ เกิดขึ้นบ่อยนัก พระวินัยของพระพุทธเจ้าช่างละเอียดรอบคอบยิ่งนักแต่สรุปแล้วก็คือต้องรักษาสตินั่นแหละ อาบัติที่หนักที่สุดสำหรับพระมี 4 อย่าง คือ ปาราชิก 4 ถ้าพระรูปใดกระทำแล้วขาดจากความเป็นพระทันที ไม่จำเป็นต้องมาจับสึกกันเลย ได้แก่ ภิกษุเสพเมถุน ต้องปาราชิก,  ภิกษุถือเอาของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ได้ราคา 5 มาสก(หนึ่งบาท) ต้องปาราชิก, ภิกษุแกล้งฆ่ามนุษย์ให้ตาย ต้องปาราชิก, ภิกษุอวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีในตน ต้องปาราชิก สิ่งเหล่านี้ต้องรู้ไว้ก่อนเพื่อให้ตัวเองปลอดภัยที่สุด

          เวลาประมาณบ่ายสองครึ่งพระทุกองค์จะเตรียมเดินทางไปฉันน้ำปานะที่ศาลาร่วมกัน น้ำปานะคือน้ำที่ฉันในยามบ่ายเพื่อแก้ความอ่อนล้าเท่านั้นไม่ได้ฉันเพื่อความอร่อยและอิ่มท้องแต่อย่างใด น้ำปานะของวัดป่าน้ำโจนจะไม่ฉัน น้ำเต้าหู้ นม หรือสิ่งที่ถือว่าเป็นอาหาร แต่อย่างใดเลยช่วงที่ฉันน้ำปานะนี้เป็นเวลาที่ผมชอบมาก เพราะพระทั้งสี่องค์ได้มีโอกาสคุยกันเป็นการส่วนตัวมีเรื่องอะไรก็ซักถามอาจารย์ได้อย่างเป็นกันเอง อ้อ แต่บางทีก็มีโยมมานั่งฟังด้วยคนหนึ่ง โยมคนนั้นคือ "โยมเปีย" พี่ชายของผมนั่นเอง ช่วงเวลาที่ผมบวชอยู่ในวัด พี่เปียปวารณาไว้ว่าจะคอยอยู่ดูแลผม อุตส่าห์ยอมทิ้งการทิ้งงานที่ยุ่งแสนยุ่ง ธุรกิจที่กำลังจะเปิดใหม่ต้องเลื่อนออกไปเพราะคอยมาดูแลผมตอนบวช ต้องขอขอบคุณจรริง ๆ และขอยกบุญกุศลที่ผมได้จากการบวชครั้งนี้ให้พี่ได้บุญเท่า ๆ กับผมเลยนะ

              หลังจากฉันน้ำปานะเสร็จก็เป็นเวลาทำความสะอาดบริเวณวัด กวาดใบไม้ที่ร่วงหล่นอยู่ตามทางให้สะอาดเอี่ยม กวาดถูศาลาอีกรอบหลังจากนั้นก็ไปสรงน้ำแล้วรอเวลาทำวัตรเย็น            เวลาประมาณหนึ่งทุ่ม พวกเราออกมารอพระอาจารย์ที่ศาลาเพื่อทำวัตรเย็นและนั่งภาวนาด้วยกันโดยมีครูบาซิ่วเป็นผู้ควบคุมเวลา บางวันก็นั่งครึ่งชั่วโมง บางวันก็หนึ่งชั่วโมง และในบางวันก็ต้องนั่งสองชั่วโมง ช่วงนั่งภาวนานี้ก็เป็นช่วงที่ผมได้มีโอกาสฝึกฝนตนและได้รู้ว่าความอดทนเรายังไม่ได้ไปถึงไหนเลย นั่งประมาณครึ่งชั่วโมงก็เริ่มเจ็บปวดมากมายแล้ว ผิดกับพระอาจารย์และครูบาซิ่วที่นั่งนิ่งไม่ขยับเขยื้อนร่างกายเลยแม้แต่นิดเดียว หลังจากนั่งภาวนาเสร็จพระอาจารย์ก็เมตตาสั่งสอนพวกเราต่อแล้วแต่ว่าวันนั้นท่านนึกจะสอนอะไร เมื่อฟังเทศน์เสร็จก็เป็นเวลาส่วนตัวของพวกเราไปภาวนากันเองต่อ บางวันผมก็ออกมาเดินจงกรมตอนดึก บรรยากาศคลาสสิคมาก ๆ เพราะเห็นแต่แสงดาวและแสงเทียนบนทางจงกรมเท่านั้น ดวงดาวเต็มท้องฟ้าไปหมด ยากนักที่คนในเมืองจะได้เห็นได้สัมผัส

                ที่เล่ามานี้เป็นภารกิจที่ทุก ๆ วันเราจะต้องปฏิบัติกัน แต่ผมโชคดีพระอาจารย์เมตตาพาผมจาริกไปอีสาน ถิ่นของพระป่า ได้ไปถึงโรงงานผลิตพระอรหันต์ วัดหนองผือนาใน ที่ ๆ หลวงปู่มั่นจำพรรษาช่วงสุดท้ายของชีวิตท่านด้วย
            วันที่ 5 มกราคม 2552 คณะของพวกเรา มีพระอาจารย์ พี่เปีย คุณจุ๋ม คุณต้น คุณหนึ่ง จ่าต้น คุณป้อม และผมออกเดินทางมุ่งหน้าสู่จังหวัดอุดรธานี ระหว่างทางพวกเราแวะพักรถที่ อ.ภูเรือ จ.เลย เพื่อเข้าห้องน้ำ ที่ ปั๊มน้ำมัน ปตท. ที่ภูเรือนั้น เป็นสถานที่ที่ผมเชื่อว่าเป็นที่พักของรถทุกคันที่วิ่งผ่าน เพราะบรรยากาศดีมาก ๆ พอผมเข้าห้องน้ำเรียบร้อยแล้วคิดว่าจะเดินสูดบรรยากาศสบาย ๆ สักหน่อย พระอาจารย์ก็เรียกให้ผมขึ้นไปรอบนรถ ไม่ให้เดินเพ่นพ่าน เนื่องจากผมเป็นพระ อาจทำให้ผู้อื่นที่ผ่านไปมาติเตียนได้ (โลกวัชชะ : โลกติเตียน) พระอาจารย์สอนว่าแม้พระวินัยจะมิได้กำหนดไว้ แต่การกระทำใด ๆ ที่ดูไม่งามไม่เหมาะสมแก่สมณะเพศผู้สงบ กระทำแล้วอาจทำให้คนอื่นคลายจากศรัทธาในพระพุทธศาสนาได้ หรือกระทำแล้วถูกติเตียนได้ ก็ไม่ควรกระทำ ตอนเย็นประมาณสี่โมง คณะของเราเดินทางมาถึงวัดประชาชุมพลพัฒนาราม (วัดป่าบ้านหนองใหญ่) พวกเราได้มีโอกาสกราบนมัสการหลวงปู่อ่อนสา สุขกาโร พระอาจารย์ของพระอาจารย์อังคาร ซึ่งท่านเป็นพระอริยะที่ยังมีชีวิตอยู่ นับเป็นบุญกุศลของผมโดยแท้ที่ได้พบได้เห็นท่านขณะที่ท่านยังอยู่ คืนนั้นพวกเราจำวัดกันที่วัดนั้น พระที่วัดได้กระทำอาคันตุกะวัตรอย่างดีเยี่ยมดูแลสารทุกข์สุกดิบของคณะเราอย่างดี สมแล้วที่เป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่นอาจารย์ใหญ่ของพวกเรา คณะของเราออกเดินทางแต่เช้าตรู่เพราะพระอาจารย์ต้องการจะไปบิณฑบาตรที่ อ.ส่องดาว จ.สกลนคร  เมื่อถึง อ.ส่องดาว ซึ่งเป็นบ้านเกิดของพระอาจารย์เราก็ออกเดินบิณฑบาตรกัน เป็นบรรยากาศที่ผมไม่เคยสัมผัสมาก่อนจริง ๆ ชาวอีสานออกมาใส่บาตรกันมากมายด้วยความกระตือรือร้น พระอาจารย์สอนผมว่า อย่าไปหวังว่าจะให้เขาใส่อาหารอะไรที่เราชอบที่เราฉันได้ อาหารที่เขาใส่มานั้นล้วนแต่เป็นของที่ดีที่สุดของพวกเขาในวันนั้นแล้ว เราทำหน้าที่เพียงเป็นตัวแทนพระรัตนตรัย เป็นนาบุญให้พวกเขาได้ทำหน้าที่พุทธศาสนิกชนเท่านั้น ส่วนพวกเรามีหน้าที่เพียงฉันศรัทธาของชาวบ้าน ผมเริ่มเข้าใจคำว่าฉันศรัทธาแล้วครับ (แต่ศรัทธานี้รสชาติไม่ค่อยอร่อยเลยนะครับพระอาจารย์)

           สาย ๆ ของวันนั้นคณะของพวกเราได้จาริกต่อไปยังวัดป่าสุทธาวาส วัดที่เคยเป็นที่ฌาปนกิจของ หลวงปู่มั่น เราได้มีโอกาสกราบนมัสการพระธาตุของหลวงปู่ ได้ดูอัฐบริขารต่าง ๆ ที่หลวงปู่เคยใช้เมื่อ สมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ทำให้ผมเข้าใจคำว่า “สันโดษ” ได้อย่างดีหลวงปู่ไม่มีอัฐบริขารใดที่เกินความจำเป็นสำหรับสมณะบริโภคเลยพระอาจารย์อังคารอาจารย์ของพวกเราได้ยึดแนวทางของหลวงปู่และ ปฏิบัติตนตามแนวทาง ของหลวงปู่อย่างไม่บกพร่องเลย ทำให้ผมรู้สึกรักและเคารพพระอาจารย์มากขึ้นอีก หลังจากกราบนมัสการพระธาตุของหลวงปู่แล้ว เราได้มีโอกาสไปกราบพิพิธภัณฑ์หลวงปู่หลุย จันทสาโร ด้วย เนื่องจากพิพิธภัณฑ์ของหลวงปู่หลุยอยู่ในวัดป่าสุทธาวาสเช่นกัน พระอาจารย์ได้เล่าเกร็ด เล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับหลวงปู่หลุยให้ฟังว่า เดิมทีเดียวหลวงปู่หลุย ไม่ได้ชื่อหลุย จริง ๆ ในสมัยตอน เป็นฆารวาสแต่เนื่องจากเดิมท่านเคยนับถือศาสนาคริสต์มาก่อน เพื่อน ๆ ชาวบ้านจึงแกล้งเรียกท่านว่า"หลุย" เพื่อล้อเลียนท่านเท่านั้น

        เมื่อออกจากวัดป่าสุทธาวาส คณะของพวกเราเดินทางต่อไปยังวัดหนองผือนาในวัดที่หลวงปู่มั่นได้จำพรรษาห้าพรรษาสุดท้ายที่นี่ และที่วัดนี้เองเป็นโรงงานผลิตพระอรหันต์ได้มากมายจริง ๆ เพราะพระป่ารุ่นใหญ่ที่เป็นศิษย์ของหลวงปู่มั่นนั้นล้วนเคยจำพรรษาอยู่ที่นี่เกือบทุกองค์ วัดหนองผือนาในเป็นวัดที่ยังคงความสงบร่มเย็นมาก ต้นไม้บางต้นมีอายุไม่ต่ำกว่าร้อยปี ผมได้นั่งกราบอธิษฐานจิตอยู่ที่หน้ากุฏิของหลวงปู่ ที่ ๆ หลวงปู่เคยนั่งสั่งสอนพระและโยมผู้ตั้งใจปฏิบัติธรรมให้พบกับธรรมะที่แท้ ผมตั้งจิตอธิษฐานว่า “ธรรมใดที่หลวงปู่รู้แล้ว ขอผมและครอบครัวมีโอกาสได้รู้ธรรมนั้นด้วย ขออย่าได้หลงวนเวียนอยู่ในวัฏฏสงสารนี้อีกนานเกินไปเลย หากมีเหตุให้ต้องเกิดอีกก็ขอให้มีสัมมาทิฏฐิปฏิบัติธรรมจนเห็นธรรมได้เข้ากระแสพระนิพพานในชาติใกล้เทอญ”

         

 

       หลังออกจากวัดหนองผือนาใน คณะเราเดินทางต่อไปยังวัดป่าญาณะสัมมานุสรณ์ ซึ่งเป็นวัดที่พระอาจารย์อังคารเคยจำพรรษาอยู่ที่นี่ ตอนพรรษาที่ 4 และที่นี่เองที่พระอาจารย์ได้พากเพียรปฏิบัติธรรมอย่างหนัก อดอาหารนานถึง 16 วัน จนมีชาวบ้าน 2 คนได้นำพระธาตุ ฟัน และเส้นเกศาของหลวงปู่มั่นมาถวายพระอาจารย์ด้วยความเลื่อมใส ซึ่งพระอาจารย์ยังคงนำพระธาตุ ฟัน และเส้นเกศาของหลวงปู่พกติดตัวไว้ตลอดเวลามาเป็นเวลา 16 ปีแล้ว พวกเราไปดูกุฏิที่พระอาจารย์เคยพักและทางจงกรมที่พระอาจารย์เคยใช้ในการภาวนายังความเลื่อมใสให้กับพวกเรายิ่งนัก
 

           เราเดินทางต่อเพื่อไปวัดถ้ำพวง อ.ส่องดาว จ.สกลนคร ได้รับการต้อนรับจากพระอาจารย์ที่วัดถ้ำพวงเป็นอย่างดี ท่านยังอุตส่าห์ต้มยาเสือโคร่งเพื่อต้อนรับพวกเรา ญาติโยมของพวกเราหิวกันมากในวันนั้น (จริง ๆ ผมก็หิวมากเหมือนกัน) จึงได้ไปขอมาม่าจากแม่ชีที่อยู่ในวัด ได้มาม่ามาแล้วญาติโยมก็ต้มมาม่ากินกันอย่างอร่อย ผมได้กลิ่นมาม่าต้มยำแล้วท้องร้องเสียงดัง แต่ยังไงก็ไม่ยอมแสดงอาการหิวให้ใครเห็นหรอกเดี๋ยวจะเสียชื่อพระป่าสายหลวงปู่มั่นหมด เช้าตรู่พวกเราออกเดินทางเพื่อไปบิณฑบาตรในหมู่บ้านที่ อ.ส่องดาวอีกครั้ง วันนี้คนมารอใส่บาตรมากกว่าเมื่อวานเสียอีก เดินไม่นานข้าวเหนียวก็เต็มบาตรแล้ว พอฉันจังหันเสร็จเป็นช่วงเวลาสบาย ๆ ที่พระอาจารย์ได้นั่งคุยกับโยมพ่อ โยมแม่ และญาติของพระอาจารย์ ส่วนผมก็ถือโอกาสอาบน้ำอุ่นให้สบายตัวซักที ได้อาบแต่น้ำเย็นมาหลายวันแล้ว ช่วงสาย ๆ คณะของเราเตรียมตัวเดินทางกลับวัดป่าน้ำโจน เป็นอันจบการเดินทางจาริกบุญในครั้งนี้

           กลับมาอยู่ที่วัดป่าน้ำโจนต่อ ทำกิจวัตรประจำวันเช่นเดิมจนถึงวันที่ 11 มกราคม 2552 ซึ่งเป็นวันที่ผมได้ตั้งใจตั้งแต่ต้นแล้วว่าจะลาสิกขาบท กลับมาสู่เพศฆราวาสเช่นเดิม บ่ายวันนั้น ผมได้กลับมาใช้ชื่อ นายวีระพันธ์ สุวรรณนามัย เช่นเดิมด้วยความภาคภูมิใจว่าครั้งหนึ่ง เคยมีภิกษุชื่อ สันตจิตโต ได้ดำเนินตามรอยพระศาสดา หลวงปู่มั่น และพระอาจารย์อังคาร ด้วยความพยายามเป็นภิกษุที่ดี เป็นนาบุญให้พ่อแม่ของผมได้เห็นลูกบวชเป็นพระป่า ให้ท่านได้มีโอกาสทำบุญกับพระลูกชายซึ่งเป็นพระที่ไม่ด่างพร้อย, เป็นนาบุญให้ภรรยาของผมและบุตรีทั้งสองที่อุตส่าห์เสียสละเวลาที่จะต้องจากกันเป็นเวลาถึง 15 วัน เพื่อให้ผมได้บวชเป็นพระอย่างไม่มีห่วงกังวลใด ๆ เรื่องครอบครัว และคอยจัดการงานแทนผมทุกอย่าง, เป็นนาบุญให้แก่พี่ชาย “ฟลุ๊ค” และผู้ที่มาร่วมทำบุญอนุโมทนากับผมมาตั้งแต่วันบวช, เป็นนาบุญให้ชาวบ้านที่ได้ใส่บาตรให้ผมได้ฉันจังหันเลี้ยงธาตุขันธ์ดับความหิวของผมให้ผ่านไปในแต่ละวัน ๆ
         บุญกุศลที่เกิดขึ้นกับผมทั้งหมดขออุทิศให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย  และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ญาติของผมทั้งพ่อแม่ พี่ชาย หญิง ลูกน้ำ ลูกนิว ที่รักยิ่ง และคนที่มาร่วมอนุโมทนากับผมตั้งแต่วันบวชทั้งหมดทุกคนจงได้บุญของผมทั้งหมดประดุจท่านได้ทำด้วยตัวของท่านเองเถิด
           ผมต้องขอขอบคุณ พระอาจารย์อังคาร ครูบาซิ่ว ครูบากุ้ง คุณยายนันทนา คุณจุ๋ม คุณต้น พี่ใจ ลุงปิ่น ป้าโนรี ม้ง ที่ดูแลผมเป็นอย่างดีที่วัด ขอบคุณพี่เปียทีเสียสละเวลาอันมีค่ามาคอยอยู่เป็นเพื่อนกับผมตลอดสิบวัน ขอบคุณหมอเจนน้องชายผมที่มาดูแลคลินิกแทนและยังอยู่เวรที่ รพ.พุทธชินราชแทนโดยไม่ต้องอยู่คืนด้วย ทำให้ผมตัดกังวลเรื่องคนไข้ที่ผมต้องดูแลและมีเวลาปฏิบัติธรรมโดยไม่กังวล ผมอยากบอกพวกเขาทั้งหมดว่าเวลาสิบห้าวันที่ผมได้อุปสมบทนั้น ผมได้พยายามทำตัวเป็นพระ(ผู้ประเสริฐ) เป็นภิกษุ (ผู้ขอ - ผู้เห็นภัยในวัฏฏะสงสาร) เป็นสมณะ(ผู้สงบสำรวม) เป็นบรรพชิต (ผู้ไม่เบียดเบียน)อย่างเต็มที่สุดความสามารถแล้ว ขอให้พวกท่านจงภูมิใจเถิด...

                                                                                                                                             สันตจิตโต