นางสาวศิริลักษณ์   แก้วอุ่นเรือน  (กิ้ง) อายุ 20 นิสิตแพทย์ชั้นปีที่ 3 คณะแพทยศาสตร์  มหาวิทยาลัยนเรศวร

.  คุณจัดอยู่ในประเภทเรียนหนักมีเวลาน้อย..แล้วคุณคิดอย่างไรถึงได้เสียสละเวลาอันน้อยนิดมาทำบุญและปฏิบัติธรรมกับ

วัดที่อยู่กลางป่ากลางดง โดยปราศจากเครื่องอำนวยความสะดวก ต่าง ๆ แม้กระทั่งไฟฟ้าอย่างนี้ ?

 

“...การทำบุญถึงแม้ว่าเราจะไม่มีเวลาเพียงใด แต่ถ้าได้ชื่อว่าทำบุญก็พร้อมที่จะทำอย่างเต็มที่ จริงอยู่ที่เราเรียนหนัก ไม่ค่อยมีเวลาเท่าที่ควร แต่เราก็พอจะเจียดเวลาว่าง ๆ มาบำเพ็ญจิตใจ ภาวนา  และที่ที่ช่วยให้จิตใจสงบสุขได้ดีที่สุด เห็นจะเป็นวัด และมีรุ่นพี่ (พี่แบงค์) แนะนำว่ามีวัดป่าน้ำโจนที่ยังคงเป็นวัดป่าจริง ๆ วันแรกที่ได้มาที่วัดนี้คิดว่าเป็นวัดที่สงบเงียบ อาจจะมีบ้างรำคาญเสียงนกเสียงแมลงป่า ทุกอย่างเป็นธรรมชาติ มีความดึงดูดใจให้อยากมาบ่อย ๆ การที่จะบอกว่าไม่มีเวลาไปทำบุญ นั่นคงไม่ใช่ปัจจัยหลัก ขึ้นอยู่ที่ว่าเราอยากจะทำบุญมากแค่ไหน ถ้าใช่ก็ลงมือทำ ไม่มีคำว่า ไม่มีเวลาสำหรับการทำบุญค่ะ...”

. เข้าวัดปฏิบัติธรรมอย่างนี้ไม่กลัวคนเขาว่า “ล้าหลังคร่ำครึ ตกกระแส หรือว่าเป็นคนมีปัญหา” หรือ ?


“...คำจำกัดความคำว่า ล้าหลัง คงไม่ได้หมายถึง คนที่ใจบุญ จิตใจสูง ทำบุญทำทาน อย่างที่เรา ๆ เหล่านักแสวงบุญหรอกค่ะ ศาสนาพุทธก็ปลูกฝังให้เรามีคุณธรรม จริยธรรม สอนให้เป็นคนดีตลอดมา จนทุกวันนี้ศาสนาพุทธก็ไม่ได้เสื่อมถอย แล้วจะเรียกเราว่าล้าหลังคงไม่จริงค่ะ ทุกครั้งที่ได้มาทำบุญที่วัดรวมทั้งวัดอื่น ๆ ด้วย อย่างหนึ่งที่สัมผัสได้คือ รู้สึกสบายใจ อย่างน้อยเราก็มีสมาธิในการใช้ชีวิตประจำวัน ถ้าใครไม่เคยปฏิบัติก็คงไม่ทราบเพราะทุกอย่างเราพิสูจน์ได้จริง...”

                                     . แล้วคุณคิดว่าคุณได้อะไรบ้างกับการมาปฏิบัติธรรมอย่างนี้น่ะ?

“...ได้รับความสบายใจ...สบายกาย...รอยยิ้มกลับบ้าน ตามความเชื่อโบราณที่วัดช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจเรา รู้จักสังคมในด้าน ต่าง ๆ เห็นการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน ทำอาหารถวายพระอาจารย์ ทุกกิจกรรมเราช่วยเหลือกัน ได้เห็นชีวิตที่อยู่อย่างพอเพียง เราไม่จำเป็นต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกก็มีความสุขได้ อย่างน้อยเราก็รู้ว่า เราไม่ได้เป็นภาระให้แก่ใครในสังคม...”