ร.ต.ท.เดชชาติ   อาสว่าง   (เก่ง)  อายุ  :  26 ปี  การศึกษา  :  ปริญญาตรี โรงเรียนนายตำรวจสามพราน อาชีพ  : ตำรวจ   (รอง สว.กก. 3 บก. ป.)
คุณนับว่าเป็นคนรุ่นใหม่คือ อายุยังน้อย มีความรู้ความสามารถมีการศึกษาตลอดจนหน้าที่การงานดี...แล้วคุณคิดอย่างไร ถึงได้มาปฏิบัติธรรมอยู่ในวัดที่อยู่ป่าอยู่ดง  โดยปราศจากเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ แม้กระทั่งไฟฟ้าอย่างนี้ ?

       "...ผมมีความตั้งใจบวชในครั้งนี้เพื่อทดแทนคุณพ่อ - แม่ และหาคำตอบให้กับคำถามในชีวิตของกระผมหลาย ๆ อย่าง...ผมเริ่มบวชจากวัดสายมหานิกาย(วัดบ้าน) แล้วจึงค่อยมาจำวัดต่อที่วัดป่าน้ำโจน เนื่องจากเห็นว่าที่นี่น่าจะมีคำตอบให้กับผมได้..."
. เข้าวัดปฏิบัติธรรมอย่างนี้ไม่กลัวคนเขาว่า “ล้าหลังคร่ำครึ ตกกระแส หรือว่าเป็นคนมีปัญหา” หรือ ?
       "...คิด มันต้องมีปัญหาแน่ ๆ ถึงมาวัด แต่ปัญหาของคนไม่เหมือนกัน ส่วนปัญหาของผมนั้นไม่ใช่ปัญหาประเภทที่ว่า เมียทิ้งหรือว่า ดวงซวย จะมาสะเดาะเคราะห์ อย่างนี้ไม่ใช่ ปัญหาของผมจะเป็นปัญหาที่ว่า พระสงฆ์ที่เรากราบไหว้กันทุกวันนี้ ท่านใช้ชีวิตอย่างไร จะเคร่งครัดในธรรมวินัยอย่างที่เราคิดหรือไม่ , พระพุทธเจ้ามีจริงหรือไม่ ถ้ามีจริงแล้วสิ่งที่ท่านต้องการจะสอนให้เรารู้คืออะไร และยังมีอีกเยอะที่เป็นปัญหาที่เป็นข้อสงสัยในศาสนา นอกจากนี้ก็มีปัญหาทางโลกที่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตประจำวันและอาชีพของตนอีก ซึ่งบางปัญหาเป็นปัญหาที่ครุ่นคิดมานาน แต่ก็ยังหาคำตอบที่ทำให้เข้าใจ และยอมรับไม่ได้ จึงมีความคิดว่า "พุทธศาสนา" จะมีคำตอบให้ได้หรือไม่
         ส่วนว่าจะล้าหลังหรือว่าตกกระแสนั้นผมไม่กลัวหรอก เพราะว่าในหลวงท่านยังทรงปฏิบัติธรรมเลย ฉะนั้นมันต้องมีอะไรดีแน่ ๆ ...ไม่อย่างนั้นเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินคงไม่ให้ความสนใจเป็นแน่..."

. แล้วคุณคิดว่าคุณได้อะไรบ้างกับการมาปฏิบัติธรรมอย่างนี้น่ะ?
        "...ได้เยอะมาก.. ความคิดเปลี่ยนไปเยอะ ที่แน่ ๆ เห็นชัด ๆ เลยคือ เรื่องเหตุกับผล เพราะมีสิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิด...แค่นี้ถ้าเอามาคิดวิเคราะห์จริง ๆ ก็ตอบโจทย์ได้มากมายแล้ว การลดความสำคัญมั่นหมาย ลดอัตตาตัวตนลง จากเดิมที่ว่า "กูเป็นนายร้อยกูนี่สุดยอด"
พอลด "อีโก้" (ความถือตัวถือตน)ลงมันก็..เอ้อ มันเป็นหน้าที่หนึ่งของการอยู่ร่วมกันเท่านั้น ทำหน้าที่ของเราให้ดีโดยไม่ละเมิดคนอื่นเค้าก็พอแล้ว เพราะเรามีหน้าที่ที่จะไม่ไปละเมิดคนอื่นเค้า แต่ไม่มีสิทธิที่จะไม่ให้คนอื่นมาละเมิดเรา นี่ไงแค่คิดได้อย่างนี้มันก็เบาไปเยอะจริง ๆ ยังมีอีกมากมายนะที่ได้จากวัดนี้ ต้องลองมาเองแล้วจะเข้าใจ สำหรับผม 29 วัน กับการเป็นพระภิกษุที่วัดป่าน้ำโจน เป็นความทรงจำที่มองย้อนกลับมาแล้วมันสวยงามจริง ๆ ..."