นายแพทย์พีระพงศ์   เธียราวัฒน์  (เจน) อายุ 30 ปี การศึกษา : แพทยศาสตร์บัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วุฒิบัตรประสาทศัลยแพทย์ รพ.พระมงกุฏเกล้า ฯ อาชีพ : แพทย์

. คุณหมอคิดอย่างไร ถึงได้เสียสละเวลาซึ่งมีอยู่อย่างน้อยนิดมาปฏิบัติธรรมกับวัดที่อยู่กลางป่ากลางดง
ที่ปราศจากเครื่องอำนวยความสะดวกต่าง ๆ แม้กระทั่งไฟฟ้าอย่างนี้?

          "...เนื่องจากผมมีความสนใจเกี่ยวกับธรรมะมานานแล้ว มีโอกาสได้บวช ซึ่งระหว่างที่บวชก็มีโอกาสได้เห็นข้อวัตรปฏิบัติของพระวัดต่าง ๆ ที่ได้ไปอยู่ แล้วรู้สึกประทับใจ ข้อวัตรปฏิบัติของพระอาจารย์ที่วัดสวนโมกขพลาราม ซึ่งท่านถือธุดงวัตร ฉันมื้อเดียว ฉันในบาตร และมีโอกาสได้ถือข้อวัตรปฏิบัตินั้นด้วย ทำให้ได้รู้ว่า ธุดงควัตรเป็นเครื่องห้ามล้อกิเลสที่สำคัญ และพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ที่เราเรียกว่า "สุปฏิบันโน"ซึ่งปฏิบัติเพื่อละกิเลส น่าจะนับถือธุดงควัตรนี้
            หลังจากลาสิกขาบท ผมมาทำงานที่พิษณุโลก ก็พยายามหาพระสงฆ์ที่ท่านมีข้อวัตรปฏิบัติที่งดงามเช่นนั้น ...จนกระทั่ง "พี่หมอวีระพันธ์" แนะนำให้มาทำวัตรเย็นที่ "ธัมมทานัง" และได้มีโอกาสได้สนทนาธรรมกับพระอาจารย์อังคาร  อคฺคธมฺโม แล้วทำให้ประทับใจในธรรมะของพระอาจารย์ หลังจากที่ผมฟังธรรมจากท่านแล้ว ชีวิตของผมเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ...หันมาปฏิบัติธรรมมากขึ้น จากที่เคยอ่านหนังสือธรรมะมากมาย แต่ไม่ค่อยได้ปฏิบัติ และจากการที่ผมได้ปฏิบัติธรรมได้มากขึ้น ทำให้ผมมีความสุขง่ายขึ้น เป็นความสุขที่ไม่ต้องอิงอามิสใด ๆ ไม่ต้องนอนห้องแอร์ ฟูกนุ่ม ๆ ไม่ใช่จะต้องกินอาหารอร่อย ๆ หรือจะต้องได้ฟังเพลงเพราะ ๆ แล้วถึงจะมีความสุข ผมมีความทุกข์ยากขึ้น โกรธยากขึ้น ทนต่อเวทนาต่าง ๆ ได้ดีขึ้น เช่นอากาศร้อน ความหิว
             ...โดยสรุปคือ ผมเห็นว่าการปฏิบัติธรรม ทำให้ผมมีความสุข ทำให้ผมไม่เสียดายเวลาที่จะเอาวันหยุดมาเข้าวัดปฏิบัติธรรม ดีกว่าเสียเวลาไปกับการดูหนัง ฟังเพลง ดูละครน้ำเน่า...แต่ถามว่าทำไมต้องมาที่วัดป่าน้ำโจน ก็เพราะว่าที่วัดป่าน้ำโจนมีครูบาอาจารย์ที่คอยแนะนำวิธีที่ถูกต้องและผมมั่นใจว่าถ้าทำตามคำสอนของท่านแล้ว สักวันหนึ่งผมจะต้องมีโอกาสบรรลุธรรมขั้นใดขั้นหนึ่งไม่ชาตินี้ก็ชาติหน้า...ส่วนเรื่องที่วัดไม่มีไฟฟ้า ไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวก ผมมองว่าเป็นเรื่องที่ดีที่เราจะได้ฝึกตนเองให้มีความสุขได้โดยไม่ต้องพึ่งเครื่องอำนวยความสะดวกเหล่านั้น..."

. เข้าวัดปฏิบัติธรรมอย่างนี้ไม่กลัวคนเขาว่า “ล้าหลังคร่ำครึ ตกกระแส หรือว่าเป็นคนมีปัญหา” หรือ ?

           "... ไม่กลัวครับ เพราะผมถือว่าโลกธรรม 8 ในที่นี้คงเป็น นินทาหรือคำชม เป็นเรื่องที่ไม่เที่ยงอยู่แล้ว และผมก็มั่นใจในทางปฏิบัติของตนเอง ว่ากำลังก้าวไปในเส้นทางของอริยมรรค แล้วผมก็คิดว่า มาปฏิบัติธรรม ฟังดูดีกว่าไปกราบไหว้ขอพรจากเทพเจ้านะอย่างน้อยผมก็พึ่งตนเอง และที่สำคัญก็คือ เราไม่ได้ไปเบียดเบียนใครนอกจากไม่กลัวใครว่าแล้วยังภูมิใจที่จะบอกคนอื่นด้วยซ้ำ ก็เลยชักชวน ลูกศิษย์ให้มาปฏิบัติธรรมด้วย ..."

           . แล้วคุณหมอคิดว่าได้อะไรบ้างกับการมาปฏิบัติธรรมอย่างนี้น่ะ?

         "...ขั้นแรกเลย คือ มีความสุขง่าย มีความทุกข์ยาก เช่นแต่ก่อนผมใจร้อนอย่างมีใครขับรถปาดหน้านี่ก็จะโมโห ด่าเขา แต่เดี๋ยวนี้เฉย ๆ ไม่ด่าด้วย เพราะด่าไปเขาก็ไม่ได้ยินคนที่เป็นทุกข์ก็เราเอง
              อย่างที่สอง คือ เราสามารถทำงานที่ใช้สมาธิ และความอดทนได้ดีขึ้น อย่างเวลาผ่าตัดสมองบางชนิด เช่นเนื้องอกสมองก้อนใหญ่ ๆ แต่ก่อนนี้ทำคนเดียว 7 - 8 ชั่วโมง ไม่ไหว ต้องเรียกคนอื่นมาช่วย แต่เดี๋ยวนี้สบายมาก แล้วละเอียดรอบคอบมากขึ้น
               สุดท้าย คือ เราได้พักผ่อนสมองอย่างเต็มที่ ส่วนในแง่ว่า เราจะได้ฌาน หรือไม่ได้ฌานอะไรนั้น พระอาจารย์ท่านสอนว่า เรามีหน้าที่สร้างเหตุให้เกิดขึ้น ให้เราขยันภาวนาไปเรื่อย ๆ สร้างนิสัยไว้ ส่วนผลจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นกับบารมีที่เราได้ทำไว้ อย่าไปกดดันตัวเองว่าปฏิบัติธรรมแล้วจะต้องได้โน่นได้นี่..."