นางสาวฐิตินันท์     นาคผู้ (ฟิร์) อายุ : 23 ปี การศึกษา : ปริญญาตรี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร อาชีพ : แพทย์

.    คุณนับว่าเป็นคนรุ่นใหม่คือ อายุยังน้อย มีความรู้ความสามารถมีการศึกษาตลอดจนหน้าที่การงานดี...แล้วคุณคิดอย่างไร
ถึงได้มาปฏิบัติธรรมอยู่ในวัดที่อยู่ป่าอยู่ดง  โดยปราศจากเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ แม้กระทั่งไฟฟ้าอย่างนี้ ?

         "...แรงจูงใจในการปฏิบัติธรรมนั้นคงมาจาก "แม่" ค่ะ คือต้องเล่าก่อนว่าดิฉันเพิ่งเรียนจบค่ะ พอมีเวลาว่างช่วงหนึ่งก่อนที่ต้องเริ่มทำงาน ดังนั้นช่วงว่าง ๆ อยู่นี้ วางแผนไว้หลายอย่าง...ทั้งไปเที่ยว ไปเช่าหนังมาดูและรวมถึงการไปปฏิบัติธรรมก็เป็นแผนที่อยู่ในใจด้วย...แต่ต่อมาแผนไปเที่ยวก็พับโครงการกันไป เนื่องด้วยเวลาของเพื่อนแต่ละคนไม่ตรงกัน เหลือ 2 อย่าง คือ ดูหนัง กับ ปฏิบัติธรรม ซึ่งดิฉันเห็นว่าอย่างแรกทำได้ง่ายสุด...ดังนั้นช่วงวันหนึ่ง ๆ ดิฉันจึงเอาแต่ดูหนังทั้งวันทั้งคืนเลยค่ะ ชีวิตเป็นแบบนี้อยู่เป็นอาทิตย์ จนวันหนึ่งแม่มาถามฉันว่า "เฟิร์น ชีวิตหนู..จะเอาแค่นี้ใช่ไหม ?"... อื่ม !!! ...เราก็เลยได้คิดว่า "นั่นสิ..เราจะเอาแค่นี้ใช่ไหม ?" ...แน่นอนค่ะดูหนังนั้นได้ความสุขสนุกสนาน สบายใจ แต่ข้อเสียของการกระทำอะไรมากเกินไปก็มีเช่นกัน ดิฉันเสียสุขภาพ เพราะต้องนอนดึกทุกวัน เสียค่าไฟฟ้าของบ้านเพิ่มขึ้น และที่สำคัญการทำให้คนอื่นต้องเสียใจกับการกระทำของเราดูเป็นเรื่องที่ไม่ดีเอาเสียเลย...ดิฉันเลยคิดจะปรับเปลี่ยนตัวเองใหม่ ก็เลยมานั่งคิดว่าเหลือแผนอะไรบ้างนะ สรุปเหลือแผนเดียว คือไปนั่งปฏิบัติธรรม ซึ่งจริง ๆ ก็สนใจด้านนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงตัดสินใจลองหาข้อมูลใน Internetดู ซึ่งแม่ก็สนับสนุน แต่ก็ขอให้เป็นวัดใกล้ ๆ บ้าน จนสุดท้ายก็มาลงตัวที่ วัดป่าน้ำโจน ซึ่งอยู่ใน จังหวัดพิษณุโลก บ้านเกิดนี่เองค่ะ (ยังนั่งนึกเสียใจว่าทำไมเพิ่งรู้จัก) ...ไม่รู้สิคะ ถึงแม้ว่าวัดจะอยู่ในป่าในดง ไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกใด ๆ แต่ขอให้เชื่อค่ะว่าสถานที่ใด แม้ด้อยคุณภาพ แต่หากมีคนที่มีคุณภาพมารวมกัน ก็ย่อมเป็นที่ ที่มีแต่ความสุข ดังที่พระอาจารย์ท่านกล่าวไว้ค่ะ..."

                                     

.   ที่สำคัญคุณก็เป็นผู้หญิงด้วย คุณไม่คิดกลัวว่าจะเกิดอันตรายอะไรขึ้นกับคุณบ้างหรอกหรือ?...โดยเฉพาะกับการที่
ต้องมานอนในกุฏิคนเดียวด้วย ?

       "...ความกลัวเป็นธรรมดา ของมนุษย์ผู้ยังมีกิเลสอยู่ ดิฉันก็เป็นหนึ่งในมนุษย์ผู้ยังมีกิเลสและยังคงยึดติดกับสิ่งเหล่านี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยอมรับว่าตอนมาดูสถานที่ที่วัด ประกอบกับคำพูดของผู้ปกครองและญาติ ที่ทักท้วงเรื่องความปลอดภัยและความไม่สะดวกสบาย ก็เกิดภาวะลังเลและเกิด "ความกลัว" ขึ้นมาพอสมควรค่ะ แต่ด้วยนิสัยที่มักจะมองทุกอย่าง 2 ด้านเสมอ มีขาวก็ย่อมมีดำ มีบาปก็ย่อมมีบุญ มีเหตุก็ย่อมมีผล มีสุขก็ย่อมมีทุกข์ มีประโยชน์ก็ย่อมมีโทษ ดังนั้นการเลือกมาปฏิบัติธรรมที่วัดป่าน้ำโจนนี้ก็เช่นกัน ในความกลัวสารพัดประการ และการเฝ้ามองหาแต่ด้านที่เป็นข้อเสียทำให้ดิฉันตระหนักขึ้นมาว่า แทนที่ดิฉันจะมองหาแต่ข้อเสีย ทำไมดิฉันถึงละเลยที่จะมองหาอีกด้านหนึ่งที่เป็นด้านที่ดีดูบ้าง เมื่อคิดได้เช่นนั้นและลองไตร่ตรองดู ดิฉันพบว่ายังมีข้อดีอีกมากที่ดิฉันจะได้รับ หากเอาชนะจากความกลัวครั้งนี้ไปได้..."

                         

.   แล้วคุณคิดว่าคุณได้อะไรบ้างกับการมาปฏิบัติธรรมอย่างนี้น่ะ?

        "...สิ่งสำคัญ 4 อย่างที่ดิฉันได้จากการปฏิบัติธรรมครั้งนี้ คือ "สงบ สบาย สะอาด และ สติ"
                        สงบ : คือ ตัดสิ่งเร้าจากภายนอก ได้พาตัวเองมาอยู่ในที่ ที่สงัดอยู่กับธรรมชาติ.... หยุดวิ่งตามกระแสโลกหันกลับมามองตัวเองมากขึ้น                                       รู้จักเรียนรู้และพยายามเข้าใจ "จิตใจ" ของตัวเองมากขึ้นถึงแม้ท้ายที่สุดดิฉันจะไม่ได้บรรลุธรรม หรือรู้ซึ้งไปถึงแก่นของธรรมะ
                                     ทั้งหมดแต่อย่างน้อยดิฉันก็ "เข้าใจ" ในหลักธรรมเกิดความสุขและแรงบันดาลใจในการนำหลักธรรมไปใช้ในชีวิตประจำวัดต่อไป
                                      ในอนาคต
                        สบาย :  คือ สบายใจเป็นหลักใหญ่ พระอาจารย์อังคาร      อัคคธัมโม เป็นเสมือน "ครูใหญ่" ที่ดิฉันซาบซึ้งใจอย่างยิ่งที่ได้มาอยู่ใต้ร่มในบุญ
                                     ของท่าน ท่านทำให้ดิฉันมองเห็นสัมพันธภาพของความสุขทางโลกและทางธรรม ที่เราพึงต้องปรับให้สมดุลกัน ในส่วนของบุคคล
                                     ท่านอื่น อาทิ ครูบาทั้ง 3   รูป, คุณยาย, พี่จุ๋ม, ลุงใจ, พี่ต้น, น้องม้ง, น้องตองอู, น้องตั้งโอ๋ ก็เป็นครูที่สอนอะไรมากมายในชีวิตที่.....
                                     ดิฉันยังไม่เคยรับรู้ ทั้งข้อวัตรปฏิบัติ การดำรงชีวิต การอยู่ร่วมกับผู้อื่น การมีน้ำใจเอื้ออาทรต่อกัน การใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา                                     ฯ ลฯ ดิฉันดีใจเหลือเกินที่ได้พบครูและกัลยาณมิตรที่ดีเช่นนี้ค่ะ และจะจำช่วงเวลาที่ดีเช่นนี้ไปชั่วชีวิต
                      สะอาด :
 คือ สะอาดในศีล ขอสารภาพก่อนว่า การได้มีโอกาสถือศีล 8 ในบรรดา ศีลแต่ละข้อ ดิฉันคิดว่าพอจะควบคุมตนเองให้ละและเลิกได้
                                     อาทิเว้นจากการบริโภคอาหารในเวลาวิกาล ก็คิดว่าน่าจะทำได้ เว้นจากการสวมใส่เครื่องประดับ หรือใช้เครื่องหอม เครื่องย้อม                                      เครื่องทา ประทินผิว ก็คิดว่าจะทำได้ เว้นจากการนอน หรือนั่ง ที่นอน ก็ทำได้ แต่ข้อที่คิดว่ายากเอาการ และลังเลว่าจะทำได้หรือไม่
                                     คือการเว้นจากการดูละคร ดนตรีขับร้อง ซึ่งในชีวิตจริงนี่ไม่เคยทำได้เลยค่ะ กลับเข้าหอพักสิ่งแรกที่ทำ คือ เปิดโทรทัศน์ หรือเปิด -
                                     คอมพิวเตอร์ ดังนั้นการได้มาปฏิบัติที่วัด ด้วยข้อจำกัดที่ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ให้ดิฉันจึงต้องควบคุมและยับยั้งตัวเอง
                                     จากการ "ละ" สิ่งเหล่านี้ไปโดยปริยาย ทำให้ดิฉันเกิดความสะอาดในศีลอย่างแท้จริง
                          สติ :   คือ ระลึกรู้ตัวอยู่เสมอ ข้อนี้นับว่าเป็นผลที่มองเห็นชัดที่สุดที่ได้กลับไปค่ะ ...เพราะการมาอยู่วัดทำให้ดิฉันรู้เลยว่าดิฉัน "ขาด" เรื่อง
                                    นี้มาก เดี๋ยวก็ทำถ้วยชามหล่น  เดี๋ยวก็เดินชนโน่นชนนี่  เดี๋ยวก็หลงลืมข้าวของ  เดี๋ยวก็ทำข้อวัตรปฏิบัติผิดบ้าง ถึงแม้ว่าเรื่องเหล่านี้
                                    จะเป็นสิ่งเล็กน้อยแต่ก็ทำให้ดิฉันตระหนักได้ว่าทั้งหมดล้วนมาจากการที่ดิฉัน "ขาดสติ" ซึ่งดิฉันต้องนำไปปรับปรุงและพัฒนาตน
                                     เองต่อไปในอนาคต เพราะการพัฒนาจิตให้เกิด "สติ" นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อตนเองแล้ว ยังเอื้อไปสู่สังคมด้วย เพราะหาก
                                    สังคมนั้น ๆ เต็มไปด้วยผู้ที่มี "สติ" สังคมนั้นก็ย่อมจะมีแต่ความจำเริญ และ ความสุขสวัสดิ์ไปตลอด
            ขออุทิศบทกลอนนี้ ไว้เป็นอนุสรณ์ให้กับทางวัด ด้วยจิตศรัทธาเลื่อมใส และด้วยความซาบซึ้งในพระคุณของพระอาจารย์อังคารอย่างเต็มเยี่ยมค่ะ หนูสัญญาไม่ว่าหนูจะไปอยู่ที่ใด ไม่ว่าปัญหาที่ผ่านเข้ามาในชีวิตจะหนักหนาสักเพียงไหน หนูก็จะยึดในหลักคำสอนของพระอาจารย์เป็นหลักในการปฏิบัติและนำไปใช้แก้ปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตอย่างมีสติค่ะ
                                                              วัด คือ "บ้าน" ยึดเหนี่ยวใจคนถ้วนทั่ว                 ป่า คือ "รั้ว" สร้างสงบดั่งใจเห็น
                                                       น้ำ คือ "ธรรม" ชโลมใจให้ร่มเย็น                                 
โจน คือ "ผล" เผ่นทะยานสู่ปัญญา
                                                               หัว คิดมากกายยึดติดจิตสับสน                              โขน บนหัวยกไม่ลงเฝ้าใฝ่หา
                                                        แห่ง ทุกหนคนเช่นนี้มากคณา                                       ธรรม นำหน้าค่าแค่พูดน่าอัปรีย์
                                                                นำ ชีวิตหันสู่ธรรมจิตพิสุทธิ์                                 จิต พิสุทธิ์ย่อมล่วงสู่ภาวะวิถี
                                                        ภาวะ วิถีแห่งภาวนา นาเนื้อดี                                        นา เนื้อดีสร้างบารมีเป็นศรีตน
                                                                 ปัญ หาใดย่อมลุด้วยใจอาจหาญ                            ญา ญาณธรรมค้ำจุนใจย่อมเห็นผล
                                                        รู้ สติจิตสงบด้วยอดทน                                                  แจ้ง แห่งหนทางสว่างสู่ทางดี
               หมายเหตุ : หนูแต่งกลอนอาจจะไม่ดี แต่ก็ตั้งใจและใช้ความพยายามในการแต่งให้ออกมาดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ค่ะ หนูรักในการขีดเขียนมาก กลอนก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่หนูรัก ดังนั้นถ้าจะมีอะไรสักสิ่งหนึ่ง แม้จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวที่จะตอบแทนให้พระพุทธศาสนาได้ ก็คงจะต้องเป็นสิ่งที่หนูรัก และหนูชอบทำนี่แหละค่ะ ขออุทิศบุญกุศลทั้งหมดให้แด่พระอาจารย์อังคาร    อัคคธัมโม มา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ..."
    

                              

                        ฐิตินันท์     นาคผู้