ประมวลภาพ...การปฏิบัติทาน ศีล ภาวนา ของคณะศรัทธาชาว จังหวัดลพบุรี
ที่ท่านพระอาจารย์อังคาร   อัคคธัมโม เมตตาไปโปรด ช่วงวันที่ 22 - 24 มกราคม 2561
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
บรรยากาศตอนเช้า...ในช่วงที่ท่านพระอาจารย์อยู่โปรดชาว จ.ลพบุรี
ญาติโยมมาร่วมกันทำบุญตักบาตร...เป็นกิจวัตรก่อนไปทำงาน ตลอดที่ท่านพระอาจารย์พัก ณ "บ้านสวน" แห่งนี้
ซึ่งเป็นการทำหน้าที่..ที่ถูกต้องของพุทธศาสนิกชนที่ดี
หน้าที่ที่ถูกต้อง...ที่เหล่าพุทธศาสนิกชนที่ดีพึงปฏิบัติเริ่มต้นจาก..."ทาน"
"ทาน"...คือการสละออก
"สละ"...ในทางรูปธรรม คือการให้สิ่งให้ของแก่กัน ไม่ว่าจะเป็นการให้กับคน...ให้กับสัตว์...หรือแม้แต่ให้กับสมณะ

ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้นี่แหละ...ส่งผลในทางนามธรรม คือ...ทำให้ความตระหนี่ถี่เหนียว
ความเห็นแก่ตัว... ได้ถูกสลัดออกไปจากจิตจากใจ ของผู้ได้กระทำแล้วนั่นเอง

"อาจาริยวัตร"...อันงดงาม ของศิษย์ "วัดป่า"
น้อมถวายจังหันแด่ท่านพระอาจารย์
กิจกรรมร่วม...ในกลุ่มญาติธรรม
***ส่งต่อบุญ***
นี่แหละ..."ธรรมะแห่งการอยู่ร่วม"
สดใส...ในธรรม
***ท่านพระอาจารย์อนุโมทนาให้พรกับญาติโยม***
อายุวัฑฒะโก , ความจริญอายุ
ธะนะวัฑฒะโก , ความเจริญทรัพย์
สิริวัฑฒะโก , ความเจริญสิริ
ยะสะวัฑฒะโก , ความเจริญยศ
พะละวัฑฒะโก , ความเจริญกำลัง
วัณณะวัฑฒะโก , ความเจริญวรรณะ
สุขะวัฑฒะโก , ความเจริญสุข
โหตุ สัพพะทา , จงมีแด่ท่านในกาลทั้งปวง
ทุกขะโรคะภะยา เวรา , ทุกข์โรคภัยและเวรทั้งปวง
โสกา สัตตุ จุปัททะวา , ความโศก ศัตรูและอุปัทวะทั้งหลาย
อะเนกา อันตะรายาปิ , ทั้งอันตรายทั้งหลายเป็นเอนก
วินัสสันตุ จะ เตชะสา , จงพินาศไปด้วยเดช
ชะยะสิทธิ ธะนัง ลาภัง , ความชนะ ความสำเร็จ ทรัพย์ ลาภ
โสตถิ ภาคะยัง สุขัง พะลัง , ความสวัสดี ความมีโชค ความสุข กำลัง
สิริ อายุ จะ วัณโณ จะ โภคัง วุฑฒี จะ ยะสะวา , โภคะ ความเจริญ และความเป็นผู้มียศ
สะตะวัสสา จะ อายู จะ , และอายุยืน 100 ปี
ชีวะสิทธี ภะวันตุ เต ฯ ,และความสำเร็จกิจในความเป็นอยู่ จงมีแก่ท่านในกาลทุกเมื่อเทอญ.
ญาติธรรม...รับประทานอาหารร่วมกัน
หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ...ได้สนทนากับท่านพระอาจารย์ ด้วยความร่าเริงในธรรม
กิจกรรมในช่วงเย็น...เริ่มตั้งแต่เวลา 17.00 - 19.00 น. ท่านพระอาจารย์นำนั่งสมาธิภาวนา
ฝึกความเป็นกลางของใจ...ไม่ให้โดดไป "รัก" หรือ "ชัง"
ต่อจากนั้น...ท่านพระอาจารย์นำสวดมนต์ทำวัตรเย็นบูชาคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
อิติปิ โส ภะคะวา
เพราะเหตุอย่างนี้ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น
อะระหัง เป็นผู้ไกลจากกิเลส
สัมมาสัมพุทโธ เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง
วิชชาจะระณะสัมปันโน เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ
สุคะโต เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี
โลกะวิทู เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง
อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้ อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า
สัตถา เทวะมะนุสสานัง เป็นครูผู้สอนของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
พุทโธ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม
ภะคะวาติ. เป็นผู้มีความจำเริญ จำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์ ดังนี้.
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, พระธรรม เป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้ว

สันทิฏฐิโก, เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติ พึงเห็นได้ด้วยตนเอง
อะกาลิโก, เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ และให้ผลได้ไม่จำกัดกาล
เอหิปัสสิโก, เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกับผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด
โอปะนะยิโก,
เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว
ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหี ติ. เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน ดังนี้.
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด ปฏิบัติดีแล้ว
อุชุปิฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด ปฏิบัติตรงแล้ว
ญายปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว
สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด ปฏิบัติสมควรแล้ว
ยะทิทัง ได้แก่บุคคลเหล่านี้ คือ
จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา คู่แห่งบุรุษ ๔ คู่ นับเรียงตัวบุรุษ ได้ ๘ บุรุษ
เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ นั่นแหละ สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า
อาหุเนยโย เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา
ปาหุเนยโย เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขาจัดไว้ต้อนรับ
ทักขิเณยโย เป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน
อัญชะลิกะระณีโย เป็นผู้ที่บุคคลทั่วไปควรทำอัญชลี
อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ. เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ดังนี้.
กาเยนะ วาจายะวะ เจตะสาวา, ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี
พุทเธ (ธัมเม) (สังเฆ) กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง, กรรมน่าติเตียนอันใด ที่ข้าพเจ้ากระทำแล้ว ในพระพุทธเจ้า (พระธรรม) (พระสงฆ์)
พุทโธ (ธัมโม) (สังโฆ) ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง, ขอพระพุทธเจ้า (พระธรรม) (พระสงฆ์) จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น
กาลันตะเร สังวะริตุง วะ พุทเธ (ธัมเม) (สังเฆ), เพื่อการสำรวมระวัง ในพระพุทธเจ้า (พระธรรม) (พระสงฆ์) ในการต่อไป
ฟังธรรม - สนทนาธรรมกับท่านพระอาจารย์
                                                                         ...หินลับปัญญา...                                  
           
"...การปฏิบัติธรรม...นั่งสมาธิ...ภาวนา...ถ้าไม่มาพิจารณา "ความเจ็บปวด" แล้วก็ "ความตาย"นี้...แล้วจะไปพิจารณาอะไร?...แล้วถ้าไม่มานั่งนิ่ง ๆ อยู่เฉย ๆ นาน ๆ จะเห็นมั๊ยล่ะ...ความเจ็บปวดที่ชัดเจน...นี่ล่ะ "ทุกข์"...หาสิทีนี้หา "สมุทัย" น่ะ...ความเห็นว่าทุกข์ก็อยู่ใน "ไตรลักษณ์" (เกิดขึ้น   ตั้งอยู่   ดับไป) นั้นชอบแล้ว...แล้วก็คิดที่จะหาสมุทัยนั่นล่ะ  "มรรค"...แต่จะไปถึง "นิโรธ"เมื่อไหร่อีกเรื่องหนึ่งนั่นคือ "ผล" ...ตอนนี้เรากำลังสร้าง "เหตุ" อยู่... "ทุกขเวทนานี่แหละ "หินลับปัญญา" ล่ะ...เกิดมาแล้วจะไม่ให้ แก่ เจ็บ... แล้วก็ตายเป็นไปไม่ได้ ...สิ่งที่ทำได้คือ...ผลิต "ปัญญา" ที่มีคุณภาพขึ้นมา...จึงจะสามารถอยู่ร่วมกับมันได้อย่างทุกข์น้อยหรือไม่ทุกข์เลย...ตามกำลังของ..."ปัญญา" ที่ "..." แล้ว...คือเป็นผลที่เกิดจากการปฏิบัตินี่แหละ..."เจ้าชายสิทธัตถะ"   ท่านไปเปลี่ยนแปลงอะไร ถึงได้เป็น "พระพุทธเจ้า" ...ก็เปลี่ยนแปลงความรู้สึกนึกคิดของท่านนั่นแหละจะไปเปลี่ยนแปลงอะไร...ก่อนจะ "ตรัสรู้"ท่านก็นั่งอยู่ใต้ต้นไม้   ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา   ภายใต้แสงจันทร์ ฯลฯ ...หลังจาก "ตรัสรู้" แล้ว...สรรพสิ่งภายนอกที่กล่าวมาก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม...พระจันทร์ดวงนั้นก็ยังคงมีอยู่ตราบทุกวันนี้...แต่สิ่งที่หายไปคือ "กิเลส" ที่เคยทำให้ "ดวงจิต" ของพระองค์เศร้าหมอง...พระองค์จึงเป็น"พุทธะ"...ผู้รู้ (รู้ความเป็นจริงของสรรพสิ่งที่ไม่จีรังยั่งยืน   ไม่เสถียร   ไม่มีสาระแก่นสาร   ไม่มีอยู่จริง)..ผู้ตื่น (ตื่นจาก"ความหลง"...หลงยึดหลงถือหลงสำคัญมั่นหมายกับสรรพสิ่งที่ไม่จีรังยั่งยืนนี่แหละ)...ผลก็เลยเป็น "ผู้เบิกบาน"...สรุปแล้วคือท่าน "รู้แจ้งโลก" จาก "ภายใน" ไม่ใช่ "ภายนอก"...แต่อาศัยเรื่องราวภายนอกเป็นตัวเร่ง...ทุกสรรพสิ่งถ้า "จิต" ไม่สำคัญมั่นหมายมันจะมีอะไรมาสำคัญมั่นหมายเรา...หลังจากที่พระองค์ตรัสรู้แล้ว   ท่านก็ยังคงมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ...อยู่เหมือนเดิม...แล้วก็ยังรับผัสสะกับ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ได้เป็นปกติ...เพียงแต่ไม่มี "กิเลส" ทำ "ปฏิกิริยา" ร่วมกับ "สิ่งเร้า" เท่านั้น "ความเศร้าหมอง" จึงไม่มีกับ "ดวงจิต" ที่บริสุทธิ์ของพระองค์....เช่นเดียวกับ...ความชื้นมี...อ๊อกซิเจน มี...แต่ไม่มี "เหล็ก" ทำ "ปฏิกิริยา" ร่วม... "สนิม" จะไปเกิดตรงไหน?..."  
                                                                                                                                                             
                                                                                        (บางตอนในการบรรยายธรรม โดย ท่านพระอาจารย์อังคาร   อัคคธัมโม)
บรรยากาศในการฟังธรรม - สนทนาธรรม
ขอความสุขสวัสดีจงมีแด่ท่านทุกเมื่อเทอญ ฯ
ขออนุโมทนาบุญในกุศลจิตกับทุก ๆ ท่านด้วยค่ะ ขอให้ท่านเจริญรุ่งเรืองทั้งทางโลกและทางธรรมยิ่ง ๆ ขึ้นไปนะคะ สาธุ...สาธุ...สาธุ
* * * * * * * * * * ** * * * ** * * * * * * * * * * * * * * *