นางสาวสายหยุด    ศรีธรรมมา (แอ๊ด) อายุ : 50 ปี การศึกษา  : ปริญญาตรี นิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม
                         ปริญญาโท นิเทศศาสตร์ มสธ. อาชีพ  : นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการ สำนักประชาสัมพันธ์เขต 4 กรมประชาสัมพันธ์

 .
  คุณนับว่าเป็นคนรุ่นใหม่คือ มีความรู้ความสามารถ มีการศึกษาตลอดจนหน้าที่การงานดี...แล้วคุณคิดอย่างไร
ถึงได้มาปฏิบัติธรรมอยู่ในวัดที่อยู่ป่าอยู่ดง  โดยปราศจากเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ แม้กระทั่งไฟฟ้าอย่างนี้ ?
         "...ที่จริงอายุไม่ได้น้อยเลย ...50 ปีแล้ว ไม่ใช่น้อย แต่การได้ฝึกหัด การเดินไปบนเส้นทางแห่งการศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้านั้น ที่วัดป่าน้ำโจนไม่ใช่สถานที่แรก แต่เป็นสถานที่ที่ 2 แห่งเส้นทางเลือกในการปฏิบัติธรรมของดิฉัน
         การไปฝึกปฏิบัติธรรมที่ผ่านมานั้น เป็นสถานที่ที่มีเพื่อนมากมายเต็มไปหมด...เคร่งครัดเอาเป็นเอาตายกับการฝึกปฏิบัติ มีสิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่าง ก็คิดว่าดีที่ได้มีโอกาสฝึกสติเสียบ้าง ...แต่พอมาฝึกปฏิบัติที่วัดป่าน้ำโจน ทำให้ดิฉันได้อะไร (ได้คิดอะไรเพิ่มเข้ามาอีก...ได้รู้อะไรมากเข้าไปอีก) และดูเหมือนว่าได้ขยับเข้าไปสู่เส้นทางธรรมที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสสอนเราชาวพุทธมากขึ้นด้วย ...ดังนี้
          1. ได้รู้จักข้อวัตรปฏิบัติของวัดป่า ได้รู้การเคร่งครัดการปฏิบัติของ"พระป่า"
          2. ตนเองได้เข้าสู่การปฏิบัติตามข้อวัตรนั้น
               

          3. ได้มีโอกาสปฏิบัติธรรม
          4. ได้ฟังคำสอนของท่านพระอาจารย์อังคาร   อัคคธัมโม ที่เป็นคำสอนที่เข้าใจได้ง่ายกว่า
          5. ได้เข้าถึงคำว่า "พอดี" ในระหว่างการฝึกปฏิบัติ
          6. ได้ฝึกตนเองให้มีระเบียบ วินัย
          7. การอยู่ร่วมกันด้วยความมีน้ำใจ เอื้ออาทร ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
          8. ได้ฝึกการละซึ่งการถือมั่นยึดมั่นในตัวตนและได้ฝึกทำงาน ในสิ่งที่ตนเองไม่เคยทำ และไม่เคยคิดอยากจะทำ  ได้ด้วยความสุข และผ่อนคลาย
          9.ได้รู้และเข้าใจว่า การฝึกเจริญสตินั้น เมื่อรู้และเข้าใจวิธีการที่ถูกต้องแล้วจะต้องหมั่นเพียรทำเองอย่างมุ่งมั่นและตั้งใจจริง อดทนอย่างแรงกล้า               กล้าตายเท่านั้น การเจริญสติจึงจะพัฒนาและก้าวหน้า
         10. การฝึกปฏิบัติธรรมที่วัดป่าน้ำโจน ทำให้ดิฉันทำงานและใช้ชีวิต ประจำวันได้อย่างความสุขมากขึ้นจริง ๆ
                  ส่วนการอยู่ป่าที่ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกนั้น โดยนิสัยของดิฉันเองก็ชอบป่า ชอบเขา ชอบธรรมชาติอยู่แล้ว แค่ไม่มีไฟฟ้านั้น แม้จะเป็นเพียงสิ่งที่ไม่คุ้นเคยมานานแต่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ดิฉัน "มีความกล้ามากขึ้น" โดยลดความกลัวที่ปราศจากเหตุผลที่เคยลังเล กังขา สงสัยที่มีอยู่ก่อนในตัวตนลงได้อย่างมาก ๆ ๆ ๆ เลย..."                                                                                                                              

    .  เข้าวัดปฏิบัติธรรมอย่างนี้ไม่กลัวคนเขาว่า "ล้าหลังคร่ำครึตกกระแส หรือว่าเป็นคนมีปัญหา" หรือ ?
          
"...ไม่ค่ะ...เพราะใครก็ตามที่คิดว่าการเข้าวัดฝึกปฏิบัติธรรม เข้ามาศึกษาเรียนรู้คำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผ่านคำสอนของครูบาอาจารย์ พระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ว่าคร่ำครึนั้น เขาคือผู้หลงผิดและคิดผิด ดังนั้นดิฉันมั่นใจอย่างยิ่งค่ะว่า "เราไม่ใช่คนล้าหลัง คร่ำครึ" แน่นอน และก็เป็นไปไม่ได้ว่า คนที่มีศีลมีธรรมจะไปสร้างปัญหาให้กับใคร ปัจจุบันสังคมวุ่นวายก็เพราะคนหันหลังให้วัด ไม่มีศีลไม่มีธรรมต่างหาก..."  
  . แล้วคุณคิดว่าคุณได้อะไรบ้างกับการมาปฏิบัติธรรมอย่างนี้น่ะ ?
  
       "...อุ๊ยตาย!!!...ดิฉันตอบไปหมดแล้วในคำถามแรกแล้วค่ะ แต่ขอเติมอีกนิดหนึ่งว่า สิ่งที่ได้จากการมาปฏิบัติธรรมที่วัดป่าน้ำโจน (ถึง 2 ครั้ง) นั้น คือการได้รู้จักตัวตนของตัวเองมากขึ้นค่ะ ทำให้คิดขึ้นมาได้ว่า นิสัยของจิตที่ชอบฟุ้งซ่าน ไร้สาระไปเรื่อย ๆ นั้นมากมายขนาดไหน แล้วอายุปานนี้แล้ว จะปล่อยให้ไหลเรื่อย ๆ ไปอีกเท่าไหร่ ทำให้เกิดการฉุกคิดได้ว่า ชีวิตที่ผ่านมาเสียดายเวลามาก ๆ ค่ะ แม้วันนี้ที่คิดได้จะยังไม่สายเกินไปก็ตาม "เพราะพึ่งเข้าใจได้แจ่มจริง ๆ ว่าชีวิตเราทั้งหลายในภพชาตินี้สั้นนะคะ"...ขอบคุณค่ะ..."